
การสร้างชาติแห่งการอ่าน
คนไทยเป็นคนอ่านน้อย คนอ่านน้อยจะไม่เข้าใจเรื่องที่ซับซ้อน ปัจจุบันเต็มไปด้วยเรื่องที่ซับซ้อน เมื่อสาธารณะไม่เข้าใจความเป็นจริงที่ซับซ้อน สังคมก็เหมือนอยู่ในความมืด (ถึงแม้จะมีไฟฟ้าสว่าง) ในความมืดจะมีความไม่ถูกต้องหรือความชั่วร้ายต่างๆ ซ่อนตัวอยู่ สังคมที่มีความไม่ถูกต้องหรือความชั่วร้ายซ่อนตัวเกาะกินโดยสาธารณะไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะถึงความเสื่อม เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ และความรุนแรง
คนไทยเป็นคนอ่านน้อย คนอ่านน้อยจะไม่เข้าใจเรื่องที่ซับซ้อน ปัจจุบันเต็มไปด้วยเรื่องที่ซับซ้อน เมื่อสาธารณะไม่เข้าใจความเป็นจริงที่ซับซ้อน สังคมก็เหมือนอยู่ในความมืด (ถึงแม้จะมีไฟฟ้าสว่าง) ในความมืดจะมีความไม่ถูกต้องหรือความชั่วร้ายต่างๆ ซ่อนตัวอยู่ สังคมที่มีความไม่ถูกต้องหรือความชั่วร้ายซ่อนตัวเกาะกินโดยสาธารณะไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะถึงความเสื่อม เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ และความรุนแรง
การรับรู้ทางวิทยุหรือโทรทัศน์ไม่สามารถทดแทนการอ่านได้ในแง่ที่ทำให้เข้าใจความซับซ้อน จึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งการอ่านให้ได้ หลายคนที่ตระหนักรู้ได้พยายามรณรงค์ส่งเสริมการอ่านมาหลายปี แต่ยังไม่บรรลุถึงเป้าหมายให้เป็นชาติแห่งการอ่าน
หนังสือดีๆ ในประเทศไทยขายได้ประมาณ 2,000 เล่มเท่านั้น!
ประชากร 65 ล้านคน กับการขายหนังสือดีๆ ได้ 2,000 เล่ม เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ และแสดงให้เห็นวงจรอุบาทว์ในเรื่องนี้ คือ (1) คนไทยอ่านหนังสือน้อย (2) มีคนเขียนและแปลหนังสือดีๆ น้อย (3) มีสมบัติทางปัญญาของชาติน้อย (4) คนไทยมีโอกาสอ่านเรื่องดีๆ น้อย
ตรงข้ามกับญี่ปุ่นที่คนของเขาเป็นนักอ่าน นอกจากหนังสือซึ่งเป็นเรื่องของเขาเองแล้ว หนังสือดีๆ ของชาติต่างๆ ทั่วโลกญี่ปุ่นก็แปลมาเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด เป็นสมบัติทางปัญญาของชาติของเขาให้คนญี่ปุ่นมีโอกาสเข้าถึงความรู้จากทั่วโลก เขาเป็นประเทศที่จัดระบบการอยู่ร่วมกันได้ดีที่สุด โดยมีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด และมีปัญหาอาชญากรรมน้อยมาก
ในประเทศไทย การที่คนอ่านหนังสือดีๆ น้อย ทำให้ไม่มีพลังทางเศรษฐกิจไปกระตุ้นการผลิตหนังสือดีๆ แสดงให้เห็นว่าลำพังอุปสงค์ อุปทาน อย่างที่เป็นไปไม่เป็นกลไกที่พอจะสร้างปัญญาแห่งชาติจากการอ่าน จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเข้าแทรกแซงเพื่อตัดวงจรอุบาทว์ ขอเสนอวิธีการดังต่อไปนี้
(1) รัฐบาลประกาศการสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศแห่งการอ่าน เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนในสังคมจะเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนให้เป็นจริง
(2) ส่งเสริมให้เกิดชมรมรักการอ่าน และห้องสมุดหมู่บ้านทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ในทุกหมู่บ้านไม่ว่าจะยากจนแค่ไหน จะมีคนจำนวนหนึ่งที่รักการอ่านแต่ไม่มีโอกาสจะอ่าน ขอให้สภาผู้นำชุมชนระบุตัวว่ามีใครรักการอ่านบ้าง และส่งเสริมให้รวมตัวกันเป็นชมรมรักการอ่านของหมู่บ้าน และเป็นผู้ดูแลห้องสมุดหมู่บ้าน
มีการจัดหาหนังสือดีๆ ที่เหมาะกับคนในหมู่บ้าน เข้าสู่ห้องสมุดหมู่บ้าน อาจโดยบริจาคบ้าง ซื้อบ้าง โดยกระทรวงศึกษาธิการกับ อบต. รับภาระร่วมกัน หมู่บ้านมีประมาณ 8 หมื่นหมู่บ้าน โดยวิธีนี้หนังสือดีๆ ก็จะขายได้อย่างน้อย 8 หมื่นเล่ม ไม่ใช่ 2,000 เล่ม อีกต่อไป
คนที่รักการอ่านอยากให้คนอื่นอ่านบ้าง ชมรมรักการอ่านประจำหมู่บ้านจะส่งเสริมให้คนในหมู่บ้านอ่านเรื่องดีๆ สนุกๆ เช่น พ่อแม่ทุกคู่ในหมู่บ้านควรจะอ่านหนังสือนิทานหรือการ์ตูนดีๆ ให้ลูกดูฟัง โครงการ “หนังสือเล่มแรก” ก็มีโอกาสไปสู่เด็กทุกคนทั่วแผ่นดินไทย
(3) ในระดับตำบลทุกตำบล อบต. หรือเทศบาล จัดให้มีแหล่งเรียนรู้ตำบล อันประกอบด้วย ห้องสมุดตำบล พิพิธภัณฑ์ตำบล ศูนย์ศิลปะตำบล ศูนย์กีฬาตำบล และศูนย์การเรียนรู้พิเศษ ทุกตำบลสามารถทำได้ดังนี้
(4) มีการจัดตั้งคณะกรรมการการอ่านแห่งชาติ ทำหน้าที่คัดเลือกและรับรองหนังสือดี ส่งเสริมการผลิตและแปลหนังสือดีๆ และส่งเสริมการอ่าน
(5) ส่งเสริมการอ่านในโรงเรียน ระบบการศึกษาทำให้คนไทยเกลียดการอ่าน เพราะทำให้การอ่าน (ตำรา) เป็นความเจ็บปวด ถ้าทำอะไรแล้วเป็นความสุขจะทำให้อยากทำเรื่องนั้นๆ อีก เรามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการศึกษากับวิชาการ เราเอา 2 เรื่องนี้ไปปนกัน ต้องแยก 2 เรื่องจากกัน คือ การศึกษาต้องเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง วิชาการก็เพื่อวิชาการ เพื่อจะรู้ให้ลึกซึ้งไปในเรื่องนั้นๆ เป็นพิเศษ
เราไปทำการศึกษาที่เอาวิชาการเป็นตัวตั้ง เช่น เรียนภาษาไทยก็เน้นเรื่องไวยากรณ์ ไวยากรณ์คนเรียนก็เลยเกลียดภาษาไทย คนไทยเรียนภาษาอังกฤษเท่าไหร่ๆ ก็พูดไม่ได้ เพราะเรียนไวยากรณ์ซึ่งเป็นวิชาการ ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ชีวิตต้องพูดจาสื่อสารกันรู้เรื่องและต้องมีความบันเทิง
การเรียนที่จะทำให้รักการอ่าน คือ ให้อ่านเรื่องสนุกๆ เช่น อ่านนวนิยายดีๆ อ่านตั้งเล่มเบ้อเร่อไม่เหนื่อยเลย อ่านแล้วมีความสุข เราจะต้องออกจากการศึกษาแบบการติวความรู้เป็นท่อน เป็นแท่ง เป็นเศษ โดยไม่มีฐานไปสู่สุนทรียรสและสาระ และทำให้เกิดการรักการอ่านขึ้นทั้งแผ่นดิน
(6) ส่งเสริมสภาเด็กและเยาวชนระดับตำบลทุกตำบล วิธีหนึ่งคือ ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรวมตัวกันคิดเอง โดยมีผู้ใหญ่สนับสนุน แต่ไม่ใช่ไปครอบแบบท็อปดาวน์ องค์กรทางด้านเด็กและเยาวชนควรร่วมกับ อบต. และเทศบาล สนับสนุนสภาเด็กและเยาวชนระดับตำบลในทุกตำบล ทำเรื่องดีๆ อย่างหนึ่ง คือ ส่งเสริมการอ่าน อาจจัดให้มีการแข่งขันการอ่านระหว่างตำบลก็ได้
(7) จัดการประกวด “นักอ่านแห่งชาติ” ระบบการสอบจอหงวนของจีนแต่โบราณ กระตุ้นคนจีนทั้งแผ่นดินให้ใฝ่การศึกษาเพื่อจะไปสอบเป็นจอหงวนซึ่งมีเกียรติมาก เราต้องสร้างระบบให้คนไทยทั้งแผ่นดินฝักใฝ่การอ่าน เพื่อจะไปแข่งขันเป็น “นักอ่านแห่งชาติ” โดยมีการประกวดนักอ่านระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และระดับชาติ
ผู้ชนะการประกวดได้รับการประกาศเกียรติคุณและรับรางวัลที่มีแรงจูงใจสูง โทรทัศน์ควรมีรายการนำเสนอการประกวดการอ่านอย่างน่าสนใจให้สุนทรียรสและตื่นเต้น ให้เป็นรายการยอดนิยม ทุกภาคส่วนที่อยากเห็นการสร้างชาติแห่งการอ่าน ควรจะรวมตัวกันเป็น “ประชารัฐ” เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นชาติแห่งการอ่านให้ได้ อันเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤต







