posttoday
เมกะโปรเจกต์อาเซียนสะท้านเงินไหลออกดันต้นทุนกู้พุ่ง

เมกะโปรเจกต์อาเซียนสะท้านเงินไหลออกดันต้นทุนกู้พุ่ง

09 สิงหาคม 2556

หากจับตามองดูความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หากจับตามองดูความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มาอย่างต่อเนื่อง จะพบได้ว่าขณะนี้หลายประเทศได้หันมาให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคม ไปจนถึงระบบรถไฟความเร็วสูงอย่างจริงจังมากขึ้น โดยอินโดนีเซีย ได้บรรจุแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระหว่างปี 2011-2025 ไว้สูงถึง 3.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11.7 ล้านล้านบาท)

ขณะที่ ฟิลิปปินส์ ได้เตรียมจะระดมเงินทุนกว่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.3 แสนล้านบาท) เพื่อนำมาลงทุนในระบบถนน ไปจนถึงสนามบิน ด้าน มาเลเซีย ได้เล็งจะลงทุนถึง 4.44 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13.3 ล้านล้านบาท) เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่จะผลักดันตนเองให้ก้าวไปสู่สถานะ “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” ให้ทันภายในปี 2020

ส่วน ไทย ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันได้เตรียมผลักดันโครงการลงทุนและพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่เป็นจำนวนเงิน 6.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2 ล้านล้านบาท) หรือรู้จักกันในนาม “พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท” ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา

สาเหตุที่ทำให้ทุกชาติ ต้องหันมาออกโครงการพัฒนาและลงทุนโครงสร้างพื้นขนานใหญ่นั้น ก็เป็นเพราะว่าที่ผ่านมาหลายประเทศละเลยการพัฒนาระบบโครงสร้างระบบคมนาคม อย่างจริงจัง จนทำให้ระบบการเดินทางและการขนส่งสินค้าของหลายชาติล้าสมัยมาก และกลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันและทำการค้าธุรกิจของประเทศในภูมิภาคดังกล่าว

ผลการศึกษาของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เผยดัชนีประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า (Logistics Performance Index) 155 ประเทศทั่วโลกประจำปี 2012 โดยระบุว่า อินโดนีเซีย ตกลงมาอยู่ที่ 59 จากเดิมในปี 2007 ที่ 43 ไทย ลดลงมาอยู่ที่ 38 จากเดิมที่ 31 มาเลเซีย ลดลงมาที่ 29 จากเดิมที่ 27

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย ระบุว่า ต้นทุนการขนส่งสินค้าในแดนอิเหนาในปี 2011 นั้นคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 24.6% ต่อจีดีพี ซึ่งถือว่าสูงกว่าสหรัฐถึง 2 เท่าที่ 9.9%

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่องค์กรทางเศรษฐกิจ และนักวิเคราะห์ชั้นนำของโลกจะออกโรงกระตุ้นให้เหล่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายในอาเซียนหันมาลงทุนกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้สอดรับกับแผนการเชื่อมโยงผู้คนในภูมิภาคแห่งนี้เข้าหากันให้มากขึ้น ซึ่งนั่นถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการก้าวเข้าสู่การเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)” ในปลายปี 2015 นี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แผนการลงทุนดังกล่าวจะไม่มีฝ่ายไหนสามารถปฏิเสธถึงความจำที่จะต้องเกิดขึ้นได้ แต่ดูเหมือนว่าขณะนี้แผนการลงทุน เมกะโปรเจกต์ของบรรดารัฐบาลในอาเซียนดังกล่าวนั้นอาจจะไม่สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นเสียแล้ว

เพราะปัจจุบันการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำของบรรดาประเทศในเอเชียได้หมดลงไปแล้ว หลังจากที่มีแนวโน้มว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะลดการใช้มาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.55 ล้านล้านบาท) ลงในปลายปีนี้เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เงินทุนต่างไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างหนัก และส่งผลไปยังอัตราดอกเบี้ยในเอเชียที่พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในอาเซียน

“หากไม่มีอะไรผิดพลาด การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกจะมาถึงจุดจบในอีก 23 ปีนี้ และยุคสมัยในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยต้นทุนต่ำก็จะจบลงเช่นกัน” เฟรเดอริก นูแมน นักวิเคราะห์จากธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก

สอดรับกับความเห็นของ แซนชิตา บาสุ แดรส นักเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในสิงคโปร์ ที่เผยว่า ถึงแม้ภูมิภาคอาเซียนจะมีความจำเป็นในการต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากเพียงไร แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจจะสามารถพึ่งพาเงินกู้ต้นทุนต่ำจากต่างชาติได้อีกแล้ว โดยเฉพาะในช่วงปัจจุบันที่สหรัฐอาจหันมาลดการใช้นโยบายอัดฉีดลง

ล่าสุดนั้น คำเตือนเกี่ยวกับการชะลอและเลิกใช้มาตรการคิวอีของเฟด ยังได้รับการตอกย้ำเพิ่มเติมจากการที่ ประธานเฟด 2 สาขา ทั้งชิคาโก และแอตแลนตา ที่ได้ออกมาระบุว่าเฟดอาจจะลดการใช้คิวอีลงในการประชุมที่จะมีขึ้นในกลางเดือน ก.ย.นี้ ถ้าหากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐสะท้อนว่าสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนในการกู้ยืมเงินทุนของบรรดารัฐบาลต่างๆ ในอาเซียนได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นถึง 193 จุด ที่ 7.63% มาเลเซีย เพิ่มขึ้น 91 จุด ที่ 3.96% ไทย เพิ่มขึ้น 66 จุด ที่ 3.74%

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การเข้าถึงเงินกู้ของรัฐบาลเพื่อนำไปลงทุนโครงการขนาดใหญ่ส่อแววว่าจะต้องแบกรับหนี้ และดอกเบี้ยก้อนมหาศาลมากกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนเริ่มต้นโครงการ และนั่นอาจเป็นสั่นสะเทือนโครงการต่างๆ ตามไปด้วย เพราะหากเลือกที่จะไม่ตัดลดงบประมาณโครงการลง ก็จะเสี่ยงต่อความมั่นคงของสถานะทางการคลังของประเทศได้

จึงถือเป็นโจทย์ความท้าทายที่เหล่าบรรดาอาเซียนต้องคิดให้หนักว่าจะรับมือกับภาวะดังกล่าวอย่างไร

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69