
อย่าแทรกแซง
การบริหารเศรษฐกิจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ฝ่ายการเมืองทุกยุคทุกสมัยต้องการก็คือ การได้ดูแลกระทรวงการคลังที่ดูแลนโยบายการคลัง และได้ดูแลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดูแลนโยบายการเงิน
การบริหารเศรษฐกิจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ฝ่ายการเมืองทุกยุคทุกสมัยต้องการก็คือ การได้ดูแลกระทรวงการคลังที่ดูแลนโยบายการคลัง และได้ดูแลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดูแลนโยบายการเงิน
การได้ดูแลหน่วยงานที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศทั้งสองแห่ง จะทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทรงประสิทธิภาพสูงสุด สามารถจะใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ทำให้เศรษฐกิจเป็นไปตามทิศทางและเป้าหมายที่ต้องการได้
เรียกได้ว่า หากต้องการใช้นโยบายการคลัง เช่น ภาษี รัฐวิสาหกิจ งบประมาณ และนโยบายการเงิน คือ อัตราดอกเบี้ย สภาพคล่อง ค่าเงินบาท สนองนโยบายการเมืองได้เต็มที่ ก็จะทำให้รัฐบาลนั้นมีอำนาจกุมเศรษฐกิจของประเทศ และปากท้องของประชาชนไว้ในกำมือ
ดังนั้น ทุกรัฐบาลจึงพยายามที่จะควบคุมการดำเนินนโยบายการเงินไว้ในกำมือ ด้วยการตั้งคนของฝ่ายตัวเองเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการ หรือผู้ว่าการ ธปท.
โดยข้อเท็จจริงแล้ว ฝ่ายการเมืองมีอำนาจเต็มที่ในการดูแลการใช้จ่ายภาครัฐผ่านงบประมาณแผ่นดิน แต่การที่จะควบคุมนโยบายการเงินที่อยู่ในการดูแลของ ธปท.นั้นไม่ง่าย เนื่องจาก ธปท.มีกฎหมายเฉพาะดูแล และมีการแก้ไขกฎหมายตีกันไม่ให้การเมืองเข้ามาสั่งให้ดำเนินนโยบายแบบซ้ายหันหรือขวาหันได้
ตลอดเวลาก็ยังมีความพยายามจากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ที่ได้มีท่าทีสั่งให้ ธปท.ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยและค่าเงินเป็นไปตามต้องการหลายต่อหลายครั้ง จนเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างกระทรวงการคลังและ ธปท.อยู่ตลอดเวลา จนทำให้ดูเหมือนการบริหารเศรษฐกิจของประเทศไร้เอกภาพ
ล่าสุดนี้ก็จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ธปท.ใหม่เข้าไปแทนนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ประเทศ ของรัฐบาล ที่ครบวาระเนื่องจากอายุเกิน โดยคณะกรรมการสรรหาที่ รมว.คลัง ตั้งขึ้นได้เสนอชื่อนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้าชิงตำแหน่งนี้
ไม่มีใครกังขาในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่กระทรวงการคลังเสนอให้เข้ามาเป็นประธาน ธปท. แต่มีความหวาดระแวงจากสังคมว่ารัฐบาลจะเข้าแทรกแซงผ่านทางประธานบอร์ด ธปท. เพราะชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการจาก ธปท. คือ การกดดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การนำเงินทุนสำรองของประเทศออกมาลงทุนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้มากขึ้น
ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ธปท. ตามมาตรา 7 กำหนดให้ ธปท. มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินภารกิจอันพึงเป็นงานของธนาคารกลาง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงิน และเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน รวมถึงระบบชำระเงิน เว้นแต่กิจการและการดำเนินงานที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กนง. และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน(กนส.) รวมถึงคณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.)
อันตรายของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบไร้การคานอำนาจและการตรวจสอบคือ หากรัฐบาลทำนโยบายผิด จะเกิดความเสียหายมากมายและรุนแรงกว่าปกติ
สิ่งนี้จะมีผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาของนานาชาติอีกด้วย ดังนั้น การตั้งเป้าหมายที่จะเข้าควบคุมนโยบายการเงินของรัฐบาล ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง ควรจะให้องค์กรอย่าง ธปท.มีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน
ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธปท. กำหนดไว้ว่า มีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการและการดำเนินการของธปท. เพื่อให้บรรลุซึ่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 ที่กำหนดว่า ให้ ธปท. มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินภารกิจอันพึงเป็นงานของธนาคารกลาง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงิน และเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน รวมถึงระบบชำระเงิน เว้นแต่กิจการและการดำเนินงานที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กนง. และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน(กนส.) รวมถึงคณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.)
เพื่อเป็นหน่วยงานช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจอย่างแท้จริง







