
ล้างบางกังฉินข้ามชาติสาสน์เตือนต้องเคารพกฏจีน
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้วก่อนหน้าเหตุการณ์เรียกคืนนมผงเด็กนำเข้าจากนิวซีแลนด์ที่ผลิตโดย ฟอนเทอร์รา
โดย..นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้วก่อนหน้าเหตุการณ์เรียกคืนนมผงเด็กนำเข้าจากนิวซีแลนด์ที่ผลิตโดย ฟอนเทอร์รา บริษัทชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เพราะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ ซึ่งเป็นข่าวเกรียวกราวในขณะนี้
จีน มหาอำนาจแห่งเอเชียได้สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงธุรกิจต่างชาติข้ามประเทศมาแล้ว ด้วยการรวบตัวผู้บริหารระดับสูงของบริษัท แกล็กโซสมิธไคลน์ (จีเอสเค) บริษัทยาและเวชภัณฑ์ข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ในข้อหาติดสินบนเกือบ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 หมื่นล้านบาท) แก่เจ้าหน้าที่รัฐ แพทย์ และโรงพยาบาลให้ช่วยออกใบสั่งยาเพื่อเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งตลาด รวมถึงการขยายผลตรวจสอบเหล่าบริษัทยาข้ามชาติอีกหลายแห่ง เช่น บริษัท แอสตราเซเนกา ของอังกฤษ หรือบริษัท ยูซีบี ของเบลเยียม
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเคยเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัท จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (เจแอนด์เจ) ผู้ผลิตสินค้าบำรุงดูแลรักษาร่างกายรายใหญ่จากสหรัฐ กรณีละเมิดกฎการค้าด้วยการผูกขาดตลาด โดยศาลจีนตัดสินให้มีความผิดจริง และบริษัทยินดีจ่ายค่าปรับ 5.3 แสนหยวน (ราว 2.55 ล้านบาท) เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
ยังไม่นับรวมกรณีที่เจ้าหน้าที่จีนสั่งทำลายขนมจากผู้ผลิต คราฟท์ และช็อกโกแลตบาร์ของเนสท์เล่ เกือบ 2 ตัน เนื่องจากมีส่วนผสมของสารบางชนิดที่เกินกว่ามาตรฐานความปลอดภัยในเดือน พ.ค. หรือการตรวจพบสารในเนื้อไก่ของเคเอฟซี ซึ่งเป็นสารที่ห้ามใช้ในไก่เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว และล่าสุดกับการสั่งเรียกคืนนมผงเด็กของบริษัท แอ็บบ็อต ผู้ผลิตสหรัฐ เนื่องจากเข้าข่ายต้องสงสัยว่าอาจมีเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับฟอนเทอร์รา เพราะใช้โรงงานบรรจุห่อเดียวกันในจีน
เหตุการณ์ทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมานี้ นับเป็นความเคลื่อนไหวที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นไปตามที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้ลั่นวาจาไว้ว่าจะลุยกวาดล้างปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งกัดกร่อนและบ่อนทำลายโครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจของจีนให้สิ้นซาก ก่อนที่ประชาชนทั่วประเทศจะทนไม่ไหวและลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล
ทั้งนี้ นอกเหนือจากการออกกฎเพื่อจำกัดควบคุมพฤติกรรมนอกลู่นอกทางของเจ้าหน้าที่ทางการแล้ว สิ่งที่จีนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าได้ทำควบคู่ไปด้วยก็คือการตรวจสอบพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของบรรดาบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทเอกชนข้ามชาติระดับบิ๊กทั้งหลาย
ทอม ฮอลแลนด์ นักวิเคราะห์ประจำหนังสือพิมพ์เซาท์ ไชนา มอร์นิง โพสต์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลจีนทำไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะรัฐบาลสหรัฐเองก็ทำเช่นกัน ยืนยันได้จากตัวเลขที่ทางการสหรัฐฟ้องร้องบริษัทยาหลายแห่งของตัวเอง โดยสถิติของมหาวิทยาลัยคาร์ลตันในออตตาวา นับตั้งแต่ปี 2534 บริษัทอุตสาหกรรมยาเฉพาะในสหรัฐมีการจ่ายค่าปรับเพราะการติดสินบนเจ้าหน้าที่และแพทย์แล้วกว่า 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.7 แสนล้านบาท) ทว่าการที่จีนลุกขึ้นลงมือทำต่างหากนับเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง
ความเห็นของ ฮอลแลนด์ สอดคล้องกับนักวิเคราะห์อีกหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่า ท่าทีเข้มงวดและลงมือทำจริงของรัฐบาลจีนคือสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนที่ชี้ให้บริษัทเอกชนข้ามชาติในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมตระหนักเสียทีว่าจีนมีกฎเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับที่บริษัทเหล่านั้นต้องเคารพและปฏิบัติตาม ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการที่บริษัทเอกชนจีนต้องปฏิบัติตามกฎของประเทศนั้นๆ ที่ตนเข้าไปลงทุน
“เราต้องลงโทษการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อหลักกฎหมาย ตีแผ่ความไม่ถูกต้อง และเรียกคืนสินค้าที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในหรือนอกประเทศ หากทำผิดกฎหมายจีนก็ต้องถูกลงโทษไม่เว้น” หวู่เจิน รองคณะกรรมการด้านอาหารและยาของจีน กล่าว
อย่างไรก็ตาม เดวิด เจียง กรรมการผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจจีน ไบโอคอม กล่าวเตือนว่า แม้จะเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลจีนเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศซึ่งโด่งดังในฐานะแหล่งสินค้าถูกด้อยคุณภาพ รวมถึงขาดความน่าเชื่อถือให้หมดไป ทว่าถ้ารัฐบาลแดนมังกรเดินหน้าตรวจสอบคุมเข้มเฉพาะกับบริษัทข้ามชาติ โดยไม่เอาใจใส่กับบรรดาบริษัทสัญชาติของตนเอง บริษัทข้ามชาติเหล่านั้นย่อมเข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะเห็นว่าจีนกีดกันและเลือกปฏิบัติ
จนในที่สุด ความร่วมมือและความเข้าใจที่เคยได้รับจากนานาชาติก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคืองจนเลยเถิดถึงการหลีกหนีไม่ยอมมาลงทุนในจีนอีกต่อไป ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ย่อมเป็นมหาอำนาจหมายเลข 2 ของโลกอย่างจีนที่จะสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากแนวทางการปฏิรูปประเทศของตนเอง







