
ยิ่งลักษญ์ มุขแป้กชวเวทีปรองดอง
จับสัญญาณรอบด้านแล้ว “มุขใหม่” ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับแนวคิดเตรียมเปิดสภาปฏิรูป หรือการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกสี ทุกฝ่าย
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
จับสัญญาณรอบด้านแล้ว “มุขใหม่” ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับแนวคิดเตรียมเปิดสภาปฏิรูป หรือการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกสี ทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันเสนอแนวทางออกสู่ความปรองดองและการปฏิรูปประเทศ คงยากจะผลักดันไปจนสุดซอย
แม้จะเป็นหนึ่งในแนวทางการแก้ปัญหาที่ยืนอยู่บนหลักการและเหตุผลรองรับ ที่ต้องการนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ฝังรากอยู่ในสังคม แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับแรงสนับสนุนจนเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จ
ประการแรก การโยนประเด็น “เวทีปฏิรูป” ขึ้นมาแบบผิดที่ ผิดเวลา เช่นนี้ย่อมถูกมองว่าขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหา เพราะหากจะเอาจริงเอาจังสร้างความปรองดอง ควรจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นบริหารราชการ ไม่ใช่ปล่อยมาจนเกือบ 2 ปี จนสถานการณ์ตั้งเค้ารุนแรง แล้วค่อยคิดหาทางออกในช่วงนี้
การขยับครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การยื้อเวลา เบี่ยงเบนแรงเสียดทานทางการเมืองที่กำลังคุกรุ่นเวลานี้ด้วยกฎหมายร้อนที่รัฐบาลพยายามผลักดัน ไม่ว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ “วรชัย เหมะ” สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 7 ส.ค.
ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดเมื่อ “กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ” ลั่นระฆังยกแรก เดินหน้าขับไล่รัฐบาลที่สวนลุมพินี พร้อมประสานกำลังกับแนวร่วมกลุ่มอื่นๆ เพิ่มน้ำหนักให้การเคลื่อนไหว
ขณะที่ “ฝ่ายค้าน” อย่าง “ประชาธิปัตย์” ประกาศจุดยืนคัดค้านกฎหมายล้างผิดฉบับนี้แบบเต็มที่ทั้งในสภาและนอกสภา เพราะเห็นว่าการนิรโทษกรรมไม่ควรครอบคลุมไปถึงนักโทษมือเผา มือยิง และนักโทษหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมทั้งความไม่ชัดเจนในถ้อยคำที่อาจจะทำให้แกนนำและผู้สั่งการมวลชนได้อานิสงส์ได้รับการล้างผิด
ประการที่สอง รูปแบบการเวทีเชิญทุกฝ่ายหาทางออกหรือการตั้งสภาปฏิรูป ล้วนแต่เคยดำเนินการมาก่อนหลายชุด แต่รัฐบาลเพื่อไทยกลับไม่สนใจเนื้อหาบทสรุปข้อเสนอแนะที่ออกมา เพราะว่ากันว่าไม่ตรงกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการอยากให้เป็น
ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) ที่ตั้งขึ้นมาสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมปี 2553 ขณะนั้นมี อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นอกจากนี้ยังมี “คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ” ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน หรือถัดมาที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งมี คณิต ณ นคร เป็นประธาน
เมื่อข้อสรุปต่างๆ ที่ออกมาล้วนไม่เคยได้รับการใส่ใจ แต่กลับจะตั้งกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาทำเรื่องเดิมๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงมองว่านี้เป็นแค่การยื้อเวลา แม้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะปฏิเสธ และชี้แจงว่าต้องการจะดึงทุกภาคส่วนมาร่วมหาทางออก
ประการที่สาม ท่าทีของบางฝ่ายบางกลุ่มที่ประกาศชัดเจนแล้วว่าไม่ร่วมเวทีกับรัฐบาล โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ ซึ่งตั้งเงื่อนไขว่าพร้อมจะร่วมเวทีหาทางออกถ้าหากรัฐบาลยอมถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมหรือกฎหมายปรองดองออกจากสภาให้หมดเสียก่อน
ทว่าท่าทีของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ดูจะไม่รับเงื่อนไขดังกล่าว พร้อมตอบโต้ว่า ถ้าตั้งเงื่อนไขแบบนี้ ก็จะเข้าสู่ระบอบไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อใจ และตั้งแง่กัน ถึงบอกว่าเวทีนี้ไม่อยากให้พูดถึงความขัดแย้งในอดีต อยากให้เป็นเวทีที่เดินไปข้างหน้าร่วมกัน นั่นจึงยิ่งชัดเจนว่าคงยากที่จะให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันหาทางออก
ยังไม่รวมกับกลุ่ม 40 สว. ที่เสนอเงื่อนไขคล้ายกันที่ต้องการให้ถอนร่างกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โครงการรับจำนำข้าว ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท รวมไปถึงการแก้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งกองทัพประชาชนฯ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งท่าทีที่ออกมาน่าจะทำเวทีปรองดองของนายกฯ ไม่ได้รับการตอบรับจากทุกฝ่ายอย่างที่ต้องการ
ฝันที่ต้องการจะเชิญตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง ทุกกลุ่ม ทุกองค์กร อาทิ ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน อดีตนายกรัฐมนตรีทุกคน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรทุกคน สนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มไทยสปริง ฯลฯ จึงยากจะเป็นจริงได้
สุดท้ายกระบวนการที่จะเดินหน้าต่อไปก็จะเป็นเพียงแค่ฝ่ายรัฐบาลและแนวร่วม รวมไปถึงการทาบทาม “บรรหาร ศิลปอาชา” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา มาร่วมเป็นแกนในการพูดคุย อาจจะรวมไปถึงกลุ่มนักวิชาการ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน แต่ยากจะได้รับการยอมรับในภาพรวมได้
เมื่อคู่ขัดแย้งสำคัญไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯ หรือมวลชนอีกหลายกลุ่มไม่ได้เข้าแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมเวที ผลที่ออกมาก็ย่อมยากจะนำไปสู่ความปรองดองได้อย่างแท้จริง
แนวคิดที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พยายามจะใช้เป็นทางออกให้กับสถานการณ์การเมืองเวลานี้จึงยากที่ผลักดันไปจนสำเร็จในทางปฏิบัติได้ การปรองดองที่จะเกิดก็จะเป็นเพียงปรองดองแต่ปาก แต่ไม่ใช่ในทางปฏิบัติ







