
อย่าให้รั่วซ้ำ
ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์พอดีสำหรับเหตุการณ์ท่อรับน้ำมันดิบที่บริเวณทุ่นรับน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (พีทีทีจีซี)
ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์พอดีสำหรับเหตุการณ์ท่อรับน้ำมันดิบที่บริเวณทุ่นรับน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (พีทีทีจีซี) ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตร เกิดแตกออกขณะกำลังส่งน้ำมันมายังโรงกลั่นของบริษัท และทำให้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันดิบจำนวนมากถึง 50 ตัน ซึ่งในที่สุดคราบน้ำมันดิบส่วนหนึ่งถูกคลื่นลมพัดทะลักทุ่นกั้นออกมาท่วมหาดและโขดหินบริเวณอ่าวพร้าวฝั่งตะวันตกของเกาะเสม็ด ทำให้ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครลงพื้นที่เพื่อเก็บกู้ทำความสะอาดชายหาด โขดหิน และน้ำทะเลบริเวณที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ากระบวนการรับมือกับปัญหาและการจัดการกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นน่าจะทำได้รวดเร็วกว่านี้ เพราะจากวันแรกที่เกิดเหตุทั้งกรมเจ้าท่า ในฐานะดูแลรับผิดชอบการขนถ่ายน้ำมันทางทะเล และพีทีทีจีซี ต่างคาดว่าภายใน 23 วัน จะสามารถขจัดคราบน้ำมันส่วนใหญ่ได้ และไม่เกิน 1 สัปดาห์ จะขจัดคราบน้ำมันเรียบร้อยทั้งหมด แต่กลับกลายเป็นว่าคราบน้ำมันลอยมาถึงอ่าวพร้าว ส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน อีกทั้งขณะนี้ก็ยังมีคราบน้ำมันหลงเหลืออยู่ แม้จะน้อยลงมากก็ตาม
แม้พีทีทีจีซีจะชี้แจงว่าได้ดำเนินการทันทีที่เกิดเหตุ โดยจัดส่งน้ำยาเคมีกำจัดคราบน้ำมัน ทุ่นลอยป้องกันการแผ่กระจายของน้ำมันบนผิวน้ำ และอุปกรณ์ดูดซับน้ำมัน อีกทั้งมีหน่วยงานขจัดคราบน้ำมันสากลมาเป็นที่ปรึกษา แต่การแก้ปัญหาก็ยังนับว่าล่าช้า ซึ่งหากมีความพร้อมทั้งในด้านเครื่องมืออุปกรณ์ บุคลากร และองค์ความรู้อย่างแท้จริง น่าจะสามารถจำกัดวงคราบน้ำมันให้อยู่ในบริเวณกำจัดได้ แม้จะมีปัจจัยทางธรรมชาติอย่างคลื่นลมที่ควบคุมได้ยาก
นอกจากนั้น แม้ผู้บริหารของพีทีทีจีซี รวมถึงผู้บริหาร ปตท. ในฐานะบริษัทแม่ ต่างออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งสิ้น แต่การชดเชยเป็นตัวเงินคงไม่สามารถคลายความกังขาของสังคม และเรียกคืนความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการดำเนินกิจการของบริษัทได้ในเร็ววัน
ในส่วนการดำเนินการของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ นับว่าเชื่องช้ากว่าที่ควรจะเป็น แม้แต่คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (กปน.) ก็เพิ่งจะรู้ตัวว่ามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว และเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง หลังเกิดเหตุไปแล้วถึง 2 วัน
ตลอดจนมีทีมของพีทีที มารีน เข้าวางทุ่นทางทะเล และทีมพีทีที ซีล หรือทีมแมวน้ำ ในลักษณะจิตอาสา ที่ใช้เครื่องบินเล็กบินสำรวจทางทะเล เพียงแต่การสำรวจครั้งแรกไม่พบกลุ่มน้ำมันที่บริเวณอ่าวพร้ามว ซึ่งอาจเกิดจากคลื่นลมที่แรง
***ทางกลุ่มโรงกลั่นฯมีมาตรการในการช่วยเหลือทีเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งมีหน่วยงานทีเกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (IESG) เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันเพื่อช่วยกันบริหารจัดการด้านความปลอดภัย และอุบัติเหตุ โดยปกติจะมีการซักซ้อมแผนฉุกเฉินทางทะเลร่วมกับจังหวัดและกองทัพเรือ และมีจุดที่เก็บอุปกรณ์ต่างๆไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ 2 แห่งคือ ที่ศรีราชา จ.ชลบุรีและ ที่พระโขนง กทม.
***นอกจากนี้ยังมี
นอกจากนั้น หน่วยงานรัฐยังยึกยักลังเลในการเป็นตัวแทนประชาชนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าสามารถเจรจากันได้ ซึ่งอันที่จริงน่าจะดีกว่า ถ้าดำเนินการฟ้องร้องให้เป็นระบบ และเป็นบรรทัดฐานหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต ส่วนรัฐบาล แม้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดจากการดำเนินการของเอกชน แต่รัฐไม่อาจปัดความรับผิดชอบและแสดงบทบาทผู้นำการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีตอบข้อสงสัยแก่สาธารณะ และรวบรวมประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกทั้ง พีทีทีจีซี ก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสาเหตุน้ำมันรั่ว โดยให้รายงานต่อกระทรวงพลังงานใน 7 วัน
จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะนำบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้มากำหนดมาตรการและแนวทางป้องกัน กระบวนการขุดเจาะ กลั่น และขนถ่ายน้ำมันทางทะเล ไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นอีก อันจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างไม่อาจประเมินได้







