
ระวัง"บริกส์"ขาลงจ่อฟุบยาวรั้งศก.โลกโต
ตลาดของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เติบโตอย่างแข็งแกร่งร้อนแรงมานานหลายปีแล้ว และถึงเวลาที่ยุครุ่งเรืองดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดลง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
“ตลาดของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เติบโตอย่างแข็งแกร่งร้อนแรงมานานหลายปีแล้ว และถึงเวลาที่ยุครุ่งเรืองดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดลง” เคลม ชอมเบอร์ส ประธานกรรมการบริหารบริษัทด้านการจัดการการเงิน เอดีวีเอฟเอ็น กล่าวแสดงความเห็น
นับเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับนักลงทุนและนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งระบุตรงกันว่า กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ หรือที่รวมเรียกกันว่า บริกส์ นี้ กำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหลังจากที่เติบโตอย่างพุ่งพรวดในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา
เห็นได้จากข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของแต่ละประเทศในกลุ่มบริกส์ล่าสุด เริ่มต้นที่ยักษ์ใหญ่ของกลุ่มอย่างจีนที่รัฐบาลเพิ่งจะปรับลดเป้าการเติบโตของจีดีพีในปี 2556 นี้ให้เหลือเพียง 7.5% ซึ่งแตกต่างจากช่วงหลายปีก่อนหน้าที่การเติบโตอยู่ในเลข 2 หลัก ด้านการเติบโตของอินเดียอยู่ที่ประมาณ 5% ขณะที่บราซิลและรัสเซียมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5%
ขณะเดียวกัน การเติบโตที่เชื่องช้าในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังสามารถสังเกตเห็นได้จากความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับตัวลงแล้ว 12% ดัชนีโบเวสปาของบราซิลดิ่งแรงถึง 20% และดัชนีเอ็มเอสซีไอของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ลดลงราว 10%
เรียกได้ว่าโดยรวมแล้ว นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างคาดการณ์ว่าปีนี้ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่น่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 5% เท่านั้น เทียบเท่ากับปีก่อนหน้า
แน่นอนว่าเมื่อเทียบอัตราการเติบโตดังกล่าวกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐหรือยุโรป ย่อมเป็นตัวเลขการเติบโตที่ถือว่าอยู่ในระดับดี ทว่าหากเทียบกับผลงานหลายปีก่อนหน้าของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ การเติบโตดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการขยายตัวที่เชื่องช้าที่สุดในรอบ 10 ปี โดยไม่นับรวมวิกฤตในปี 2552 ที่เศรษฐกิจของประเทศร่ำรวยพังทลาย
ดิ อีโคโนมิสต์ วารสารเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกได้ให้นิยามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ว่าเป็นจุดจบของยุคพุ่งแรงของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ขณะที่ เชน โอลิเวอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเอเอ็มพี แคปิตอล บริษัทด้านการบริหารจัดการการลงทุนในสหรัฐ ระบุว่า เป็นการปรับเปลี่ยนขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยความสำคัญจะมุ่งออกจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ไปยังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอีกครั้ง
ทั้งนี้ โอลิเวอร์แสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ข่าวซีเอ็นบีซีว่า ในขณะที่สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นค่อยๆ พลิกฟื้นออกจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายสิบปี เศรษฐกิจของจีนกำลังประสบกับปัจจัยเสี่ยงเรื่องปริมาณหนี้ที่พอกพูนสั่งสมรวดเร็ว ขณะที่อินเดีย บราซิล และอินโดนีเซีย เผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกับปัญหาเงินเฟ้อ ส่วนอเมริกาใต้และรัสเซียเริ่มหมดความน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนหลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ทองแดง ในตลาดอยู่ในทิศทางขาลง สืบเนื่องจากประเทศผู้บริโภครายใหญ่ เช่น จีน มีความต้องการลดลง
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ค่อนข้างมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะชะลอตัวนี้ ไม่ใช่กระดิ่งเตือนภัยหรือสัญญาณอันตรายใดๆ เพราะแม้จะโตช้าแต่ก็ยังถือว่ามีการเติบโต ทว่าประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเอาใจใส่มากขึ้น คือ การรอบคอบและระมัดระวังให้มากขึ้นหากต้องการลงทุนในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่
ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศที่อยู่ในฐานะผู้บริโภค ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายในภูมิภาคเอเชีย ย่อมมีความน่าสนใจมากกว่าประเทศผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อส่งออกอย่างแอฟริกาใต้หรือรัสเซีย
แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มั่นใจว่าเกือบทุกประเทศจะสามารถรับมือได้กับการปรับเปลี่ยนสถานะบทบาทความสำคัญของเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่จะมีการเติบโตไม่หวือหวาเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาว
เริ่มต้นที่ จีน ประเทศกำลังพัฒนาหนึ่งเดียวที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ โดยขณะนี้ปัจจัยบ่งชี้ทางเศรษฐกิจได้แสดงให้เห็นสัญญาณการชะลอตัวชัดเจนมากขึ้น จนกระตุ้นให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงประกาศปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนและส่งออกมาเป็นการพึ่งพากำลังการบริโภคของประชาชนในประเทศ พร้อมด้วยนโยบายทางการเงินที่คุมเข้มเพื่อจัดการกับจำนวนหนี้มหาศาล โดยเฉพาะของรัฐบาลท้องถิ่นจีน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งชี้แจงว่าการปฏิรูปดังกล่าวย่อมหมายถึงความต้องการใช้สินค้าของจีนจะลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจรัสเซียเติบโตได้ดีส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากจีนที่ทำให้ราคาพลังงานแพงขึ้น เช่นเดียวกับบราซิลที่ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ของจีนดันให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตจนกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน หากมองในภาพรวมซึ่งครอบคลุมเศรษฐกิจโลก แนวโน้มการชะลอการเติบโตของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นี้ ยังส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้เติบโตได้ช้าลง
เพราะในยามที่เศรษฐกิจของชาติพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ฟื้นตัวได้อย่างเชื่องช้ามาก เศรษฐกิจทั่วทั้งโลกก็จะขยายตัวได้ไม่เกิน 3% ไปด้วยอีกนานหลายปี จนกว่าที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไซส์บิ๊กเหล่านี้จะกลับมาฟื้นตัวได้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง







