posttoday
100 ปีคืนปะการัง เฝ้าระวังอาหารทะเลปนเปื้อน

100 ปีคืนปะการัง เฝ้าระวังอาหารทะเลปนเปื้อน

31 กรกฎาคม 2556

แม้ว่ารัฐบาลและบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ในกลุ่ม ปตท. ยืนยันว่า ภายใน 2 วันนี้จะสามารถเก็บคราบน้ำมันจากอ่าวพร้าวได้หมด

โดย...ทีมข่าวในประเทศ

แม้ว่ารัฐบาลและบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ในกลุ่ม ปตท. ยืนยันว่า ภายใน 2 วันนี้จะสามารถเก็บคราบน้ำมันจากอ่าวพร้าวได้หมด และให้ความเชื่อมั่นว่าจะสามารถกำจัดวงคราบน้ำมันไม่ให้กระจายไปยังแหล่งอื่น แต่ข้อมูลจาก อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) ระบุว่า ที่กังวลขณะนี้ ฟิล์มน้ำมันที่มีลักษณะบางเหนือผิวน้ำเริ่มออกไปไกลถึง อ.แกลง และปากน้ำประแสร์แล้ว ซึ่งยังคงต้องประเมินคือ หลังจากนี้ฟิล์มน้ำมันจะส่งผลกระทบอะไรกับหาดทราย ป่าชายเลน รวมถึงระบบนิเวศทางทะเลหรือไม่

สำหรับผลกระทบต่อระบบนิเวศ หลังน้ำมัน 5 หมื่นลิตร เข้าชายฝั่งอ่าวพร้าว กลุ่มประมงพื้นบ้านเริ่มสัมผัสได้จากสัตว์ทะเลที่มีสัญญาณหนีไปที่อื่น

ไพบูลย์ เล็กรัตน์ ที่ปรึกษากลุ่มประมงพื้นบ้าน ต.แกลง อ.เมือง จ.ระยอง กล่าวว่า เดือนนี้เป็นช่วงที่ฝูงปลาเคยเข้าชายฝั่งเป็นประจำทุกปี ตามปกติเรือประมงจะได้เคยลำละกว่า 100 กิโลกรัม แต่หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วลงทะเล ได้ปลาน้อยมาก คาดว่าฝูงปลาได้กลิ่นน้ำมัน จึงหนีไปที่อื่นไม่เข้าฝั่ง และหากคราบน้ำมันเข้าฝั่งบ้านปากคลองแกลง ชาวประมงชายฝั่งจะได้รับความเดือดร้อนแน่นอน สัตว์น้ำชายฝั่งตายหมด พวกเราจะรวมตัวแจ้งความลงบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อเรียกร้องความเสียหายที่พวกเราได้รับ

จตุรัส เอี่ยมวรนิรันดร์ นายกสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง กล่าวว่า บริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด เป็นแนวอนุรักษ์ปะการังที่สวยงามได้รับผลกระทบอย่างมาก ที่น่าห่วงคือหากควบคุมคราบน้ำมันไม่อยู่ กระแสลมที่พัดไปทางเกาะมันนอก เกาะมันใน ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เต่าทะเล จะได้รับผลกระทบที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

เช่นเดียวกับนักวิชาการสิ่งแวดล้อมเห็นว่า แม้จะซับคราบน้ำมันได้หมด แต่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะยาวยังประเมินค่าไม่ได้

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้คราบน้ำมันที่จับตัวกับหาดหิน และถูกชะล้างออกไปจากสารเคมี สุดท้ายจะกลับไปปนเปื้อนกับน้ำทะเลอีกครั้งและกระทบกับระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่จุลชีพเล็กๆ ไปจนถึงสัตว์ทะเลทุกชนิด และจะมีปัญหาเรื่องน้ำทะเลเน่าเสียตามมา ในส่วนของตะกอนที่พัดเข้ามาสู่ชายฝั่งก็อาจจะส่งผลกระทบไปถึงปะการังในพื้นที่

“หลังจากกำจัดคราบน้ำมันไปได้แล้ว ปลาหรือสัตว์ทะเลทั่วไปอาจจะใช้เวลาไม่กี่ปีในการฟื้นฟู แต่ถ้ากระทบถึงปะการังต้องใช้เวลานับร้อยปี จึงจะกลับคืนมาได้” สธน กล่าว

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรายงานข้อมูลทุก 1 ชั่วโมง เพื่อแจ้งชาวประมงหรือคนในพื้นที่ตลอดแนวที่กรมควบคุมมลพิษว่าคลื่นลมจะพัดพาคราบน้ำมันไปทางไหน ทิศใด เพื่อเก็บกู้กระชังปลาได้ทัน

อีกด้าน หลายฝ่ายยังข้องใจจำนวนน้ำมันดิบที่รั่วลงทะเลไม่เชื่อว่าจะมีเพียง 5 หมื่นลิตร ตามที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ออกมายืนยัน แต่เชื่อว่าน่าจะมีปริมาณมากกว่านั้น โดยมีโอกาสรั่วถึง 2 แสนลิตร

สมพร ช่วยอารีย์ ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยว่า มีโอกาสที่ปริมาตรน้ำมันจะรั่วสู่ท้องทะเลถึง 11.9 แสนลิตร ไม่ใช่ 5 หมื่นลิตรตามที่สังคมเข้าใจ เพราะน้ำและน้ำมันในปริมาตรที่เท่ากัน มีน้ำหนักไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบเคียงกันได้

“น้ำมันมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ หมายความว่าในปริมาตรที่เท่ากัน น้ำมันจะเบากว่าน้ำ ดังนั้น น้ำมันหนัก 50 ตัน ตามที่ ปตท.ระบุ จึงมีปริมาตรมากกว่าน้ำที่หนัก 50 ตัน”

สมพร กล่าวอีกว่า จากข้อมูลของ Bonn Agreement หน่วยงานประเทศเยอรมนีที่ติดตามกรณีน้ำมันรั่วไหลบริษัท บีพี ในอดีต ได้มีทฤษฎีการคำนวณปริมาตรน้ำมันกรณีเกิดรั่วไหล ประกอบกับคราบน้ำมันจากแผนที่ผ่านดาวเทียม ซึ่งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) ถ่ายภาพไว้เมื่อวันที่ 27 ก.ค. เวลา 18.31 น. สามารถคำนวณได้ว่ามีน้ำมันรั่วไหลอย่างต่ำ 1.08 แสนลิตร และมีโอกาสมากถึง 1.91 แสนลิตร

สำหรับการคำนวณ พิจารณาจากแผ่นฟิล์มน้ำมันแต่ละชั้น ซึ่งมีความหนาไม่เท่ากันตั้งแต่ 0.04200 นาโนเมตร โดยในที่เกิดเหตุพบทั้งสิ้น 4 ชั้นซ้อนกันอยู่ และเมื่อนำมาเทียบเคียงกับพื้นที่โดยใช้ค่าต่ำที่สุดคือ 10 ตารางกิโลเมตร ก็จะได้ค่าปริมาตรน้ำมันดังกล่าว

“เราจะคำนวณน้ำมันออกมาในรูปลูกบาศก์เมตร โดย 1 ลูกบาศก์เมตร เท่ากับ 1,000 ลิตร เราจะได้ค่าปริมาตรต่ำสุดและมากที่สุดออกมา นั่นหมายความว่าเราจะได้ช่วงของการรั่วของน้ำมัน”

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า หากประเมินด้วยสายตา ไม่เชื่อว่าปริมาณน้ำมันดิบที่รั่วไหลมีเพียง 5 หมื่นลิตร เพราะโดยปกติภาคอุตสาหกรรมมักจะไม่ออกมาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับสาธารณชน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนความเสียหายจะเกิดขึ้นโดยตรงกับทรัพยากรทางทะเล ช่วง ส.ค.จะกระทบโดยตรงกับปลาหมึกและกุ้ง โดยปกติคราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง ปิดกั้นการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอน พืชน้ำ สาหร่าย ส่งผลต่อระบบการย่อยสลายของแบคทีเรียในน้ำ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดล้วนส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำ เช่น ปลา สัตว์หน้าดิน ปะการัง

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเฝ้าระวังผลกระทบจากน้ำมันดิบรั่วในทะเล โดยเตือน 4 กลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด รวมถึงอาหารทะเล

นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.ได้เฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาภายหลัง โดยเฉพาะทางสุขภาพประชาชนจากการสูดกลิ่นหรือสัมผัสกับสารโดยตรง รวมทั้งเฝ้าระวังการปนเปื้อนในอาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเลที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลรายงานหลังเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลของประเทศต่างๆ ที่ผ่านมา มีการตรวจพบสารพาห์ (Polyacyclic aromatic hydrocarbon : PAH) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ปนเปื้อนในอาหารทะเลสูงกว่าค่าพื้นฐานที่เคยตรวจพบ แสดงถึงการปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร และยังมีการตรวจพบโลหะหนัก เช่น สังกะสี แมงกานีส สารหนู ตกค้างในตะกอนสัตว์ทะเล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภคได้

นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้รับรายงานมีผู้ป่วยเป็นชาวบ้านอ่าวพร้าวมารับบริการจำนวน 4 ราย มีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ โดยจากนี้จะเฝ้าระวังการปนเปื้อนอาหารทะเล เช่น ปลา ปู หอย ด้วยการเก็บตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูการปนเปื้อนสารโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว รวมทั้งตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำทะเลอย่างต่อเนื่อง

นพ.สมัย กังสวร ผู้อำนวยการสำนักป้องกันควบคุมโรคที่ 3 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ระยะยาวต้องเฝ้าระวังเรื่องการแพร่กระจายของน้ำมันเข้าสู่ชายฝั่ง และดูดซึมลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากในน้ำมันดิบมีสารก่อมะเร็ง

“คนในเกาะเสม็ดอันตราย เนื่องจากใช้แหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหมด แต่ในระยะสั้นยังไม่มีใครสำรวจผลกระทบ แต่ในระยะยาวเกิดแน่” นพ.สมัย กล่าว

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี