posttoday
เงินเยนอ่อนค่า... ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

เงินเยนอ่อนค่า... ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

26 กรกฎาคม 2556

ตั้งแต่ต้นปี 2556 เงินเยนอ่อนค่าลงมากถึง 8.5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ การอ่อนค่าของเงินเยน ปัจจัยหลักๆ มาจากการคาดกันว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลง

โดน...ปณิตา ตันติสุนทร

ตั้งแต่ต้นปี 2556 เงินเยนอ่อนค่าลงมากถึง 8.5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ การอ่อนค่าของเงินเยน ปัจจัยหลักๆ มาจากการคาดกันว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลงในอนาคตตามแนวนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ของญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายชินโสะ อาเบะ ที่ทั้งนโยบายการเงินและการคลังในระยะต่อไปมีทิศทางที่จะผ่อนคลายเพิ่มขึ้น

จุดประสงค์หลัก คือ ต้องการให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน

ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับผู้ส่งออกและนักลงทุนรวมทั้งไทย ทั้งในด้านความสามารถในการแข่งขัน และผลกระทบที่จะมีต่อการลงทุนในระยะต่อไป จึงมีคำถามว่าทิศทางการค้าเอเชียจะเป็นอย่างไรเมื่อเงินเยนอ่อนค่า

แน่นอนว่า เงินเยนที่อ่อนค่ามีผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาการอ่อนค่าของเงินเยนเทียบกับเงินบาทก็ได้สร้างความกังวลให้หลายฝ่ายว่า ไทยจะเสียเปรียบในการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศหรือไม่ ซึ่งในไตรมาสแรกปีนี้ถึงวันที่ 10 พ.ค. 2556 เงินเยนอ่อนลงเทียบกับเงินบาทแล้ว 20% นับจากสิ้นปีก่อน โดยเป็นการอ่อนค่าลงค่อนข้างเร็วในวันที่ 4 เม.ย. 2556 เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ชุดใหม่เป็นต้นมา

บทความตอนนี้ จึงจะขอมาเจาะลึกเพิ่มเติมถึงผลกระทบของการอ่อนค่าของเงินเยนต่อเศรษฐกิจบ้านเราบ้าง โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุน

สำหรับด้านการค้าโดยรวมแล้ว ไทยไม่น่าจะเสียประโยชน์จากการที่เงินเยนอ่อนมากนัก เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าจากญี่ปุ่นมากกว่าส่งออกไปญี่ปุ่น โดยในปี 2012 ไทยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น 26 พันล้านเหรียญสหรัฐ และไตรมาสแรกปีนี้ขาดดุลประมาณ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ไทยไม่ได้เป็นคู่แข่งกับญี่ปุ่นโดยตรง เพราะสินค้าส่งออกของไทยและญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความซับซ้อนของเทคโนโลยีต่างกัน แต่เรากับญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นคู่ค้ากันมากกว่า ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมากถึง 10% ของการส่งออกรวม โดยสินค้าที่ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นเป็นพวกสินค้าขั้นกลาง ในสัดส่วนประมาณ 30% ของการส่งออกไปญี่ปุ่นรวม ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ พลาสติกและปิโตรเลียม ซึ่งเป็นสินค้าต้นน้ำในห่วงโซ่การผลิตของญี่ปุ่น และน่าจะได้รับอานิสงส์หากญี่ปุ่นส่งออกสินค้าปลายน้ำได้มากขึ้นจากการที่เงินเยนอ่อนค่า

นอกจากนั้น สินค้าส่งออกไปญี่ปุ่นที่สำคัญอีกหมวดหนึ่ง คือ อาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ประมาณ 28% ของการส่งออกไปญี่ปุ่นรวม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสินค้าจำเป็น จึงไม่น่าขึ้นอยู่กับราคา (ค่าเงิน) มากนัก

อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกบางประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 8% ของการส่งออกไปญี่ปุ่นรวม อาจจะแข่งขันยากขึ้นกับผู้ผลิตในประเทศญี่ปุ่น เพราะไม่ใช่สินค้าจำเป็น และไม่มีความแตกต่างกันมากนักในแต่ละผู้ผลิต

ที่สำคัญคือ ไทยนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 20% ของมูลค่านำเข้ารวมทั้งประเทศ โดยเป็นสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร รวมถึงวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ซึ่งมีสัดส่วนอย่างละประมาณ 40% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดจากญี่ปุ่น การอ่อนค่าของเงินเยนจะทำให้ไทยนำเข้าเครื่องจักรได้ถูกลง จึงช่วยลดต้นทุนการผลิต และสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของภาคธุรกิจไทย

นอกจากนี้ หากมองในภาพรวม การค้าขายระหว่างประเทศของไทยส่วนใหญ่ยังชำระเงินเป็นเงินเหรียญสหรัฐ โดยมีการชำระเป็นเงินเยนเพียง 6% ของมูลค่าการส่งออกของไทย ดังนั้นผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าการส่งออกของไทยโดยรวมไม่น่าจะมากนัก

อย่างไรก็ดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่เงินเยนอ่อนค่ามากขนาดนี้ ย่อมมีกลุ่มผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่มีรายรับหลักเป็นเงินเยน แต่ไม่มีรายจ่ายเป็นเงินเยน ทำให้ไม่สามารถบริหารรายรับกับรายจ่ายในสกุลเงินเยน เพื่อลดผลกระทบของค่าเงินต่อรายรับสุทธิของบริษัทได้ ผู้ส่งออกที่ไม่สามารถปรับราคาตามการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินได้ หรือผู้ส่งออกที่ไม่ได้เป็นบริษัทในเครือของบริษัทแม่ที่เป็นญี่ปุ่น

ในกรณีนี้การอ่อนค่าของเงินเยนจะส่งผลต่อรายรับในรูปเงินบาทอย่างมาก และอาจทำให้สัดส่วนกำไรติดลบได้ ผู้ส่งออกที่มีลักษณะเช่นนี้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ส่งออกขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งทางการควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้

สำหรับด้านการลงทุน ไทยกับญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นที่มาตั้งบริษัทในไทยในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการลงทุนระยะยาวจะขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศผู้รับการลงทุนเป็นสำคัญ

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้ พบว่าการตัดสินใจลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศพิจารณาปัจจัยระยะยาวมากกว่าปัจจัยระยะสั้น โดยให้ความสำคัญกับ

(1) การรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม

(2) โครงสร้างพื้นฐานที่ดี

(3) แนวโน้มการเติบโตของตลาดผู้บริโภค

(4) ความได้เปรียบของที่ตั้ง

ซึ่งปรากฏว่าไทยมีความได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้านในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการที่ไทยมีเครือข่ายการผลิต (Production Network) ที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการรวมตัวกลุ่มประเทศอาเซียนภายใต้ AEC ทำให้ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้นในด้านการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

การลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) จากญี่ปุ่น ยังมีบทบาทค่อนข้างน้อยต่อเศรษฐกิจไทย เมื่อเทียบกับเงินลงทุนจากประเทศอื่น เพราะมีสัดส่วนเพียง 2% ของการลงทุนในหลักทรัพย์ไทยจากต่างประเทศทั้งหมด

อย่างไรก็ดี หลังจากญี่ปุ่นทำมาตรการการผ่อนคลายทางการเงินครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน เม.ย. มีความเป็นไปได้ว่าเงินจากญี่ปุ่นเริ่มไหลออกไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงไทยมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่อาจจะต้องจับตามองกันต่อไปว่า การทำนโยบายของญี่ปุ่นในครั้งนี้จะมีผลต่อไทยมากน้อยเพียงใด

มาถึงตรงนี้ หลายๆ คนคงจะพอเห็นภาพว่าผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยนต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมในด้านการค้าและการลงทุนไม่ได้น่ากังวลมากนัก ถึงแม้บางภาคธุรกิจที่ไม่มีอำนาจต่อรองราคาและขายสินค้าที่มีคู่แข่งจากต่างประเทศเยอะ ก็คงถูกกระทบมากพอสมควรถ้าเงินเยนยังอ่อนต่อเนื่อง n

แต่ผลประโยชน์จากการที่เยนอ่อนก็คือ ธุรกิจไทยนำเข้าเครื่องจักรจากญี่ปุ่นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตได้ในราคาที่ถูกลง คนไทยที่มีหนี้ต่างประเทศสกุลเยนก็จะได้ประโยชน์จากการที่มูลค่าหนี้สกุลเยนลดลงเมื่อแปลงเป็นเงินบาท

ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้น ค่าเงินเยนที่อ่อนไม่น่าจะทำให้คนญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยน้อยลงเพราะคนญี่ปุ่นจะกังวลกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความปลอดภัย ภัยธรรมชาติ มากกว่า และถ้าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกระเตื้องขึ้นจากมาตรการของรัฐ ก็อาจจะช่วยให้คนญี่ปุ่นเริ่มใช้จ่ายเงินรวมถึงท่องเที่ยวมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับคนไทย ญี่ปุ่นน่าจะเป็นเมือท่องเที่ยวในฝันของพวกเราหลายๆ คน การที่บาทแข็งเทียบกับเงินเยนก็คงทำให้เราไปเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในญี่ปุ่นกันได้อย่างสบายกระเป๋ามากขึ้น

ใครยังไม่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น...ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวกันได้คะ

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่