
หวั่นภัยแล้งกระทบเกษตรกรปลูกข้าวนาปรัง
ห่วงเกษตรกรตรังที่จะปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 120 ไร่ แม้เชื่อว่าน้ำชลประทานที่มีอยู่จะเพียงพอ แต่ก็หวั่นภัยแล้งที่รุนแรงมากในปีนี้จะกระทบ
ห่วงเกษตรกรตรังที่จะปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 120 ไร่ แม้เชื่อว่าน้ำชลประทานที่มีอยู่จะเพียงพอ แต่ก็หวั่นภัยแล้งที่รุนแรงมากในปีนี้จะกระทบ
นายสามารถ ลักขณา เกษตรจังหวัดตรัง กล่าวว่า ในขณะนี้ทางสำนักงานเกษตรยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุมันมากนัก เนื่องจากเกษตรกรชาวตรังส่วนใหญ่จะเน้นไปในด้านการทำสวนยางพารา ประกอบกับในขณะนี้ยางพารามีราคาสูงมาก เกษตรกรจึงไม่ได้หันไปทำการปลูกพืชผักชนิดอื่นๆ เท่าที่ควร ทำให้พื้นที่ทางการเกษตรของจังหวัดตรังมีน้อยกว่าปีก่อน ฉะนั้น น้ำในแหล่งธรรมชาติที่ใช้สำหรับการดูแลพืชผักจึงมีอย่างเพียงพอ
ทั้งนี้ที่ผ่านมาทาง สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง ได้เข้าร่วมโครงการภูมิรักษ์ พิทักษ์สายน้ำ และได้มอบเมล็ดพันธุ์พืชผักที่ทนต่อสภาพอากาศแล้งได้ดี เช่น พริก ผักกาด มะเขือ ผักเหมียง เป็นต้น ให้กับเกษตรกรชาวตรังที่สนใจนำไปปลูกในช่วงระยะเวลานี้ โดยได้รับรายงานว่าเกษตรกรชาวตรังส่วนใหญ่ จะไม่เน้นการปลูกพืชผักเพื่อรับประทานในครอบครัว มากกว่าที่จะปลูกพืชผักเป็นอาชีพอย่างจริงๆ จังๆ อีกทั้งเกษตรกรชาวตรังส่วนใหญ่ก็ยังประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ หากในช่วงปลายเดือนเมษายนแล้ว ยังไม่มีฝนตกลงมา ก็อาจมีผลกระทบต่อเกษตรกรชาวตรังที่จะปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 แต่ในเบื้องต้นทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้ประสานไปยังทางกรมชลประทาน ให้ช่วยทำการปล่อยน้ำลงมาในพื้นที่นาข้าวนา โดยเบื้องต้นมีเกษตรกรมาลงชื่อปลูกข้าวนาปรังแล้ว 30 ราย โดยเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 120 ไร่ ซึ่งน้ำที่มีสำรองไว้ในกรมชลประทานจะเพียงพอในการรองรับอย่างแน่นอน
สำหรับในปี 2553 นี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดตรังยอมรับว่า สถานการณ์ภัยแล้งมีความรุนแรงกว่าปีก่อนๆ ที่ผ่านมามาก จึงส่งผลให้เกษตรกรชาวตรังไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำการปลูกพืชผักทางการเกษตร หรือปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 เท่าที่ควร เนื่องจากกลัวความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้มีเกษตรกรชาวตรังสนใจมาลงชื่อเพื่อปลูกข้าวนาปรังในจำนวนที่น้อยลงมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกพืชผักทางการเกษตรอยู่ใกล้กับคลองชลประทานอยู่แล้ว







