posttoday
กู้จนกู่ไม่กลับ?

กู้จนกู่ไม่กลับ?

16 กรกฎาคม 2556

หลังจากกลุ่มธุรกิจในทวีปเอเชียได้ใช้โอกาสจากการที่มีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมหาศาล ที่ล้นทะลักจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาหาผลตอบแทน (Yield) ที่สูงกว่าในภูมิภาคนี้ กู้เงินมาใช้ขยายธุรกิจติดต่อกันมาอย่างน้อยประมาณ 5-6 ปี มาถึงวันนี้มีลางบอกเหตุหลายอย่างที่ควรฉุกใจคิดว่า เอเชียกำลังก่อหนี้เกินตัวหรือเปล่า และเอเชียได้หลวมตัวตกเป็นเหยื่อของบรรดาสารพัดกองทุนระหว่างประเทศ ที่เคยเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากความล่มจมของเศรษฐกิจเอเชียเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว อีกรอบหนึ่งหรือไม่

หลังจากกลุ่มธุรกิจในทวีปเอเชียได้ใช้โอกาสจากการที่มีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมหาศาล ที่ล้นทะลักจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาหาผลตอบแทน (Yield) ที่สูงกว่าในภูมิภาคนี้ กู้เงินมาใช้ขยายธุรกิจติดต่อกันมาอย่างน้อยประมาณ 5-6 ปี มาถึงวันนี้มีลางบอกเหตุหลายอย่างที่ควรฉุกใจคิดว่า เอเชียกำลังก่อหนี้เกินตัวหรือเปล่า และเอเชียได้หลวมตัวตกเป็นเหยื่อของบรรดาสารพัดกองทุนระหว่างประเทศ ที่เคยเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากความล่มจมของเศรษฐกิจเอเชียเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว อีกรอบหนึ่งหรือไม่

มีบทความที่น่าสนใจในนิตยสาร THE ASSET ของฮ่องกง ฉบับประจำเดือนมิถุนายน ศกนี้ว่า ภาคธุรกิจในเอเชียได้เร่งระดมก่อหนี้เพื่อขยายธุรกิจในรอบหลายปีที่ผ่านมา แทนการขยายธุรกิจด้วยเงินออมหรือกำไรสะสม เหมือนที่เคยทำหลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย (Post Asia Crisis Period) เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว

บทความชี้ให้เห็นแนวโน้มการขยายตัวของหนี้สินในภาคธุรกิจในเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น ว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2013 ภาคธุรกิจในเอเชียได้เร่งระดมทุนด้วยการก่อหนี้เพิ่มขึ้นจาก 69.85 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2012 เป็นประมาณ 87.94 พันล้านดอลลาร์ ถ้าแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้สินเป็นอย่างนี้ ตัวเลขภาระหนี้เมื่อสิ้นปี 2013 อาจเพิ่มขึ้นสูงทำลายสถิติของปี 2012 ซึ่งอยู่ที่ 134.09 พันล้านดอลลาร์ และเป็นตัวเลขสถิติสูงสุดของปัจจุบัน

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการก่อหนี้ด้วยการออกตราสารหนี้หรือพันธบัตรของภาคธุรกิจในเอเชีย ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า ถ้าภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ถดถอย อะไรจะเกิดขึ้นกับธุรกิจเหล่านั้นและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าในสภาวะแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยถูกกดให้ต่ำ ประกอบกับการที่มีเงินทุนไหลเข้าจากกองทุนต่างๆ ที่มุ่งหาผลตอบแทนสูงสุด ทำให้ภาคธุรกิจในภูมิภาคนี้เร่งระดมทุนด้วยการก่อหนี้กันยกใหญ่ ทั้งก่อหนี้เพื่อทำโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าครอบงำธุรกิจที่เป็นเป้าหมาย รวมทั้งการลงทุนสร้างตึกระฟ้า และโครงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่

เขายกตัวอย่างการระดมทุนเข้าครอบงำกิจการของนักธุรกิจไทยในรอบ 12 เดือน ในธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ เช่น การเข้าซื้อกิจการของบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ และบริษัท สยามแม็คโคร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนมาใช้ด้วยการกู้

นอกจากนั้น ก็มีการก่อหนี้เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ถาวรต่างๆ (CAPEX) ซึ่งได้ชะลอมาก่อนหน้านี้ หรือไม่ก็ระดมทุนมาเพื่อชำระคืนเงินกู้เดิมที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า (REFINANCE DEBTS) ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปยังไม่ฟื้นเพราะปัญหาหนี้ภาครัฐ

บทความนี้ยังมองว่า ภาคธุรกิจในเอเชียขณะนี้ยังสามารถที่จะรับภาระอันเกิดจากหนี้ที่ระดมเข้ามาในช่วงนี้ได้ และไม่น่าจะเกิดวิกฤตการเงินในเวลาอันใกล้ เพราะอย่างน้อยการที่เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ยังคงขยายตัว ทำให้ภาคธุรกิจสามารถที่จะรับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นได้ ถึงแม้ว่าการขยายตัวของหนี้สินจะเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่า ขณะนี้ประเทศในภูมิภาคเอเชียกำลังกลับมาใช้ยุทธศาสตร์สร้างความเจริญเติบโตด้วยหนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้หยุดยั้งการก่อหนี้มาตั้งแต่ปี 2001 ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในไทย

เหตุผลที่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น ตามความเห็นของผู้บริหารของบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์ ในเอเชีย คือการที่ภาคธุรกิจในภูมิภาคนี้ปรับตัวไม่ทันการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ หลังจากที่ได้ก่อหนี้มาขยายธุรกิจขนานใหญ่ เพราะโดยทั่วไปเมื่อภาวะเศรษฐกิจดูดี สัญชาตญาณของนักล่าจะกลับมา และพร้อมจะเสี่ยงมากขึ้นเพื่อแสวงหาผลกำไร

เขาสรุปไว้น่าสนใจว่า ถึงขณะนี้ปัญหาภาระหนี้ยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤต แต่อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเศรษฐกิจเกิดฟื้นตัวขึ้นมาบ้างในครึ่งหลังของปีนี้ แต่ภาระหนี้ต่อทุน (LEVERAGE) ไม่ลดลง หรือกลับขยายตัวเพิ่มขึ้น ไม่ต้องพูดถึงกรณีที่เกรงกันว่าถ้าเศรษฐกิจในภูมิภาคถดถอยจะเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้าเกิดจริง ผลกระทบต่อฐานะการเงินของภาคธุรกิจและการเงินเพราะการผิดนัดชำระหนี้จะรุนแรงและเจ็บปวด (PAINFUL) กว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปี 20082009

ผมขอสรุปบทความนี้ไว้เพียงเท่านี้ เพราะส่วนที่เหลือเน้นปัญหาภาคธุรกิจและการเงินในจีน ซึ่งนอกจากสินเชื่อจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนน่ากลัว ยังมีปัญหาการใช้สินเชื่อผิดวัตถุประสงค์ ความไม่โปร่งใสของสถาบันการเงิน ท่านผู้อ่านที่สนใจลองหาซื้อหนังสือฉบับนี้อ่านก็จะเป็นประโยชน์

ผมคัดเนื้อหาของบทความข้างต้นมาให้ท่านผู้อ่านลองศึกษาพฤติกรรมของการก่อหนี้เกินตัว ว่ามาจากการมุ่งแสวงหากำไรและความเจริญเติบโตของธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง หรือที่เขาใช้คำว่า สัญชาตญาณของนักล่า (Animal Spirit) มีการตั้งสมมติฐานในการกู้เงินมาลงทุนด้านบวกด้านเดียว โดยไม่ตระหนักว่า ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง มีบวกก็มีลบ มีขึ้นก็มีลง และที่สำคัญ แม้แต่ผู้ให้กู้เองก็ใช้สัญชาตญาณนักล่าในการให้กู้ เพื่อสร้างกำไรสูงสุดเช่นเดียวกันในยามที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู

แต่เมื่อการณ์ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย เพราะไม่สามารถบริหารความเสี่ยง ทั้งปัจจัยเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือความควบคุม และที่ควบคุมได้แต่ไม่ควบคุม ส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการใช้หนี้ ปัญหาสารพัดจากการก่อหนี้เกินตัวก็จะตามมา แม้แต่ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนก็เริ่มได้รับผลกระทบที่ว่านี้

รัฐบาลจีนถึงกับต้องออกมาตรการทางการเงินและการคลัง เพื่อชะลอการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยยอมแลกที่จะลดอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจลงจากเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิม

ตรงนี้ต้องถือว่าเป็นโชคดีของประเทศจีน ที่มีรัฐบาลที่มุ่งทำงานเพื่อประเทศชาติ กล้าพอที่จะรับความไม่พึงพอใจของประชาชนส่วนหนึ่ง และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายลดความร้อนแรงของการเจริญเติบโตของสินเชื่อ เช่น ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับนักการเมืองและข้าราชการที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง เช่นเมื่อเร็วๆ นี้มีการสั่งประหารชีวิตรัฐมนตรีกระทรวงรถไฟ ซึ่งเป็นกระทรวงเกรดเอกระทรวงหนึ่ง โทษฐานคอร์รัปชั่น

ทั้งนี้ เพราะการดำเนินนโยบายป้องกันฟองสบู่ เป็นนโยบายที่ฝืนความรู้สึกของคนทั่วไปที่กู้ยืมเงินมาใช้จ่ายลงทุนยากขึ้น ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ไม่เป็นที่ชื่นชอบต่อภาคธุรกิจและประชาชนเหมือนโยบายประชานิยม ลดแลก แจก แถม จนเสพติดกันทั้งประเทศ

ถ้ารัฐบาลไม่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ก็คงไม่กล้านำนโยบายลักษณะนี้มาใช้ทำลายคะแนนเสียงของตัวเอง ก็ต้องถือว่าคนจีน 1,200 กว่าล้านคน โชคดีที่มีรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบสูงเยี่ยงนี้

ส่วนเมืองไทย ผมนั่งเขียนบทความนี้ในวันที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้นวันเดียว 50 กว่าจุด กี่เปอร์เซ็นต์จำไม่ได้ หลังจากที่ตกต่อเนื่องกันมาหลายสัปดาห์ สาเหตุเพราะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐให้สัมภาษณ์ในงานสัมมนาทางวิชาการว่า สหรัฐอาจจะคงมาตรการ QE ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะขณะนี้ภาวะการจ้างงานในสหรัฐยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด โดยแกไม่ได้บอกว่าจะคงหรือไม่คงอีกนานเท่าไร บอกเพียงว่าอาจจะ ไม่ได้บอกว่าเมื่อไร บอกเพียงว่าระยะหนึ่ง ไม่ได้บอกว่านานเท่าไร และไม่ได้บอกว่าภาวการณ์จ้างงานจะเข้าเป้าเมื่อไร บอกเพียงว่าขณะนี้ยังไม่เข้าเป้า

สรุปแล้ว แกไม่ได้บอกอะไรเพิ่มขึ้นเลย จากที่เคยบอกมาแล้วว่าจะใช้ QE ต่อไป ตราบเท่าที่ภาวการณ์จ้างงานยังต่ำกว่าเป้า หรือภายในประมาณกลางปีหน้า

แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตลาดหุ้นพุ่งกระฉูด ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า เอาเข้าจริง ราคาหุ้นหรือทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐาน (ศัพท์นักวิเคราะห์) แต่ขึ้นอยู่กับคำพูดของคุณเบ็น เบอนาเก้ เพียงคนเดียว ถ้าแกเป็นคนไทยผมคงต้องพยายามวิ่งเต้นเข้าเรียนหลักสูตรอะไรก็ตามที่แกเรียน เพื่อสร้างคอนเนคชั่นอย่างที่นิยมกัน เผื่อแกเผลอหลุดออกมาว่าจะพูดอะไรวันพรุ่งนี้ แล้วอย่างนี้จะโมเมว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว มีเสถียรภาพแล้วได้อย่างไร เพราะปัจจัยพื้นฐานคือคุณเบอนาเก้และเบอนาเก้เท่านั้น

ลองคิดดูเล่นๆ นะครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า แกเกิดไปพูดที่อื่นว่า ถึงแกจะบอกว่าอาจจะคงมาตรการ QE ไปอีกระยะหนึ่ง แต่อย่างไรเสียคาดว่าเศรษฐกิจอเมริกันจะดีขึ้น จนสามารถยกเลิกมาตรการที่ว่าได้ภายในกำหนดกลางปีหน้า หรือไม่งั้นเกิดตัวเลขการโอนบ้านในอเมริกาเพิ่มขึ้น แกอาจบอกว่าน่าจะสามารถลดมาตรการ QE ได้เร็วกว่าที่คาด ผมว่าตอนนั้นตลาดหุ้นคงตกระเนระนาดกันอีกรอบหนึ่ง อย่างนี้หรือครับ คือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ควรมั่นใจที่จะกู้เงินสร้างหนี้มาลงทุน

ความจริง การที่สหรัฐประกาศที่จะคงมาตรการ QE ไว้คือความน่าเป็นห่วงของผู้บริหารเศรษฐกิจทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าจะสร้างดุลยภาพระหว่างการมุ่งเน้นการขยายตัวของธุรกิจหรือเศรษฐกิจ ด้วยการก่อหนี้ กับการดูแลเสถียรภาพของธุรกิจหรือเศรษฐกิจได้อย่างไร เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

การคงนโยบาย QE คือการประกาศว่า เศรษฐกิจของอเมริกาซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นหัวจักรใหญ่ของการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ยังอ่อนแอ ไม่ฟื้นตัว เพราะฉะนั้นแทนที่จะหลอกตัวเองหลงไปยินดีปรีดาปราโมทย์กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ในฐานะผู้บริหารเศรษฐกิจในประเทศเล็กๆ ที่เผลอเข้าไปร่วมวงยุทธจักรระดับโลก น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะประเมินสถานการณ์ใหม่ ว่าควรปรับตัวให้เข้ากับความเสี่ยงที่เกิดจากความไร้เสถียรภาพ และยังไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเมื่อไร อย่างไร จึงจะรักษาตัวรอดไปได้จนกว่าคลื่นลมจะสงบ

บทความในนิตยสารนี้ระบุว่า ถ้าการก่อหนี้เกินตัวทำให้เกิดปัญหาจนนำพาประเทศเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ในเอเชีย วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้จะรุนแรงและเจ็บปวดกว่าวิกฤตที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 20082009 มากนัก

ฝากไว้ให้ท่านผู้อ่านคิดครับ

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่