
กสท.เดินหน้าลดเนื้อหาข่าว
บอร์ดเคาะเหลือ50%อุ้มเอกชนสุภิญญาขอดูผลวิจัยจุฬาฯมายืนยัน
บอร์ดเคาะเหลือ50%อุ้มเอกชนสุภิญญาขอดูผลวิจัยจุฬาฯมายืนยัน
บอร์ด กสท.เคาะปรับสัดส่วนช่องข่าวเหลือ 50% อ้างหวั่นซ้ำรอยไอทีวี หวังให้ผู้ประมูลทำธุรกิจได้
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ปรับเนื้อหาในร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (ทีวีดิจิตอล) ประเภทบริการธุรกิจระดับชาติ ใน 2 ประเด็น คือ ลดสัดส่วนรายการข่าวของช่องข่าวจาก 75% เหลือ 50% และเพิ่มมูลค่าการเคาะราคาของช่องเด็กจากครั้งละ 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท
นอกจากนี้ บอร์ดยังได้พิจารณาให้ใบอนุญาตให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) กับไทย พีบีเอส เป็นรายแรก มีระยะเวลา 15 ปี จำนวน 18 สถานี และอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มเติมให้กรมประชาสัมพันธ์ อสมท บริษัท ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ที่ยื่นขอมา
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนรายละเอียดครั้งนี้จะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) วันที่ 17 ก.ค.นี้ ทั้งนี้ บอร์ด กสท. เห็นว่า การมีรายการข่าวในสัดส่วน 75% จะส่งผลให้ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ในเชิงธุรกิจ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากช่องไอทีวี ที่มีรายการข่าว 70% แต่สุดท้ายต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ
นอกจากนี้ ช่องข่าวจะเปิดประมูลทั้งหมด 7 ช่อง ทำให้ผู้ชมได้รับข้อมูลข่าวสารมากเพียงพอ นอกจากนี้บอร์ดได้กำหนดว่าช่วงเวลาไพรม์ไทม์จะต้องเป็นรายการข่าวทั้งหมด โดยจะมีการกำหนดช่วงเวลาไพรม์ไทม์ที่ชัดเจนอีกครั้งว่าเป็นช่วงเวลาใด
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใดมีรายการข่าวในสัดส่วน 75% จะได้รับการส่งเสริมจาก กสท. ด้วยการลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีจากเดิม 2% เหลือ 1.5% ด้วย รวมทั้ง กสท.จะตรวจสอบเชิงลึกให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ห้ามผู้เข้าประมูลช่องข่าวมีความสัมพันธ์กับผู้ประมูลช่องความคมชัดสูง (ไฮเดฟิเนชั่น)
“สำหรับช่องเด็กที่เพิ่มมูลค่าการเคาะราคาเป็น 2 ล้านบาท เพราะเห็นว่าครั้งละ 1 ล้านบาทน้อยเกินไป เนื่องจากราคาเริ่มต้นประมูลของช่องเด็กต่ำอยู่แล้ว คือ 140 ล้านบาท” พ.อ.นที กล่าว
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสท. กล่าวว่า ได้ขอสงวนความเห็นในการผ่านเงื่อนไขการปรับสัดส่วนช่องข่าว แม้ที่ประชุมได้ยืนยันว่ากรณีนี้ไม่มีวาระซ่อนเร้น แต่ควรต้องได้รับการยืนยันจากรายงานของทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อน ว่าการปรับเปลี่ยนสัดส่วนไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด







