
ชูกองทุนมนุษยธรรมช่วยประกันต่างด้าว
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ตลอดแนวตะเข็บชายแดนภาคเหนือติดต่อกับพม่า ไล่ตั้งแต่ จ.ตาก ไปจนถึงแม่ฮ่องสอน โรงพยาบาลอำเภอคลาคล่ำไปด้วยกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงระบบประกันสุขภาพ ทั้งจากชนกลุ่มน้อย แรงงานต่างด้าว หรือแม้กระทั่งคนไทยเองที่ตั้งรกรากมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับโอกาสพิสูจน์สัญชาติ ด้วยปัญหาการสู้รบที่ไม่รู้จบ ทำให้คนชายขอบเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างที่คนไทยได้รับ และเมื่อไม่มีหลักประกัน ระบบก็ผลักดันให้คนกลุ่มนี้ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริงด้วยตัวเอง ทั้งที่ไม่มีงาน ไม่มีเงิน และยังใช้ชีวิตด้วยการหาของป่า หรืออาชีพเสริมอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้ นโยบายของ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ก็คือการกำหนดให้ “แรงงานต่างด้าว” ตามจังหวัดชายแดน ต้องจ่ายค่าบัตรประกันสุขภาพ สำหรับเด็กในอัตรา 365 บาทต่อคนต่อปี และสำหรับผู้ใหญ่ในอัตรา 1,900 บาทต่อคนต่อปี แค่อัตราที่สูงเกินไปก็ทำให้ใช้ไม่ได้ผล
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก ระบุว่า ทางเลือกของคนกลุ่มนี้คือ เมื่อไม่มีเงินพอเจ็บป่วยก็เลือกที่จะอยู่บ้าน อาจจะรักษาด้วยสมุนไพร หรือปล่อยไปตามอาการ ซึ่งด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้โรคระบาดอย่างมาลาเรีย หรือวัณโรค ยังคงขยายตัวในเขตชายแดน
ขณะเดียวกัน “เงิน” ก็กลายเป็นช่องว่างทำให้ผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาไม่ได้ หากคิดคร่าวๆ ในเขตพื้นที่ของเขา มีประชากรมากกว่า 5.2 หมื่นคน หรือ 62% ของประชากรทั้งหมด ที่ไม่ได้อยู่ใต้ระบบประกันสุขภาพ ขณะที่แรงงานต่างด้าวที่หมอประดิษฐหวังว่าจะให้จ่ายบัตรประกันสุขภาพใน 5 อำเภอของ จ.ตาก มีเพียง 3 หมื่นคน จากผู้มีปัญหาเรื่องสัญชาติมากกว่า 2.7 แสนคน และส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมืองใหญ่ เช่น เขต อ.แม่สอด เท่านั้น
เมื่อนโยบายเก็บเงินไม่ได้ผล ย่อมทำให้ สธ.ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายให้คนกลุ่มนี้สูงถึงปีละกว่า 250 ล้านบาท และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะคนต่างด้าวยังข้ามชายแดนเข้ามาต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มที่อยู่ในไทยอยู่แล้วก็มีอัตราการเกิดที่สูงต่อไป
“คนไม่มีเงินยังไงก็รีดเลือดจากเขาไม่ได้ ผมก็ขอบริจาคจากทุกอย่าง โรงพยาบาลเราจะรักษาทุกคนด้วยหลักมนุษยธรรม แต่เราขอจากบริษัทยาทั่วโลก และผมคิดว่ามหาเศรษฐีที่ได้เงินจริงๆ เขายินดีจ่าย เราก็จะไม่ขัดเรื่องมนุษยธรรม
สิ่งที่หมอวรวิทย์เสนอก็คือ 1.ขอให้มีการพูดเรื่องปัญหาสาธารณสุข สังคม และคุณภาพชีวิตในระดับอาเซียน โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง 2.พัฒนาระบบประกันสุขภาพในประเทศเพื่อนบ้านให้มีคุณภาพ เพื่อที่จะไม่หลั่งไหลเข้ามารักษาในประเทศไทย และ 3.จัดตั้งกองทุนมนุษยธรรมเพื่อดูแลสุขภาพคนไร้สัญชาติในประเทศไทย เพื่อให้โรงพยาบาลไม่ต้องรักษาแบบเข้าเนื้อตัวเองเหมือนทุกวันนี้ ขณะเดียวกัน เขายังเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งผลักดันกระบวนการดูแลคนไร้สัญชาติ ด้วยการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ และให้สิทธิคนต่างด้าว ให้สะดวกและรวดเร็วกว่านี้ เพื่อไม่ให้สถานบริการไม่ต้องรับภาระมากไปกว่านี้อีก
ขณะที่ นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า สธ.จะผลักดันงบประมาณลงมายังโรงพยาบาลชายแดนมากขึ้น โดยจะเพิ่มเป็นประมาณ 310 ล้านบาท และเห็นด้วยที่จะผลักดันกองทุนมนุษยธรรมสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสัญชาติ และเข้าไม่ถึงระบบประกันสุขภาพ พร้อมกับระบุว่า เป็นเรื่องที่จะต้องแลกเปลี่ยนกัน ในเมื่อประเทศไทยดึงทรัพยากรธรรมชาติจากกลุ่มคนเหล่านี้มามาก การให้การรักษาพยาบาลฟรี จึงอาจเป็นการตอบแทนอย่างหนึ่ง กองทุนมนุษยธรรมจึงเป็นทางเลือกที่ดี
ส่วนในระยะยาว ได้เตรียมเข้าไปช่วยพัฒนาระบบประกันสุขภาพ เช่น ในกัมพูชา ซึ่งอาจเริ่มได้ทันที เพราะงบด้านสาธารณสุขของกัมพูชานั้น เริ่มที่ 1,200 บาทต่อหัวประชากร ซึ่งใกล้เคียงกับตอนที่ไทยเริ่มมีระบบประกันสุขภาพครั้งแรก แต่ในพม่าอาจมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะชนกลุ่มน้อยไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาล แต่ก็ยืนยันว่าจะเร่งเจรจาทวิภาคีเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขในเขตชายแดน และช่วยให้โรงพยาบาลตลอดแนวชายแดนไม่ต้องเกิดภาวะเตี้ยอุ้มค่อมต่อไป
เป็นปัญหาท้าทายที่ยังรอการผลักดันโดยเร่งด่วนจากรัฐบาล เพราะหากวันนี้ยังหยุดนิ่งอยู่กับที่ ถึงเวลาเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เมื่อไร สธ.จะลำบาก เพราะต้องแบกรับคน ค่าใช้จ่าย และโรคติดต่อที่ข้ามพรมแดนมาอย่างง่ายดายมากขึ้นแน่นอน







