
ตั้งกก.สอบสต๊อกยางหวั่นซ้ำรอย‘จำนำข้าว’
“ยุคล” ตั้งกรรมการสอบสต๊อกยาง หวั่นเกิดปัญหาซ้ำรอยจำนำข้าว ระบุแก้เสถียรภาพราคายาก
“ยุคล” ตั้งกรรมการสอบสต๊อกยาง หวั่นเกิดปัญหาซ้ำรอยจำนำข้าว ระบุแก้เสถียรภาพราคายาก
“ยุคล” ชี้หากยังยึดติดตัวเลขอยู่คงแก้ปัญหาราคายางพารายาก ระบุควรปล่อยราคาตามกลไกตลาด พร้อมดึงเอกชนร่วมต่อยอดงานวิจัยเพิ่มมูลค่ายางพารา
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวยอมรับว่า กังวลเรื่องปัญหาราคายางตกต่ำ และปริมาณยางในสต๊อกรัฐบาลสูง หวั่นปัญหาสต๊อกยางจะซ้ำรอยปัญหาโครงการรับจำนำข้าวเปลือก จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อตรวจสอบปริมาณยางในสต๊อกที่ชัดเจน รวมถึงมาตรการในการเร่งระบายสต๊อกยางโดยเร่งด่วนว่าจะออกมารูปแบบใด
ปัจจุบัน มีปริมาณสต๊อกยางพาราในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางของรัฐบาลอยู่ประมาณ 2.1 แสนตัน เป็นยางที่แปรรูปแล้วจำนวน 1.7 แสนตัน ยอมรับว่ากังวลเรื่องปัญหาราคายางตกต่ำ และปริมาณยางในสต๊อกรัฐบาลสูง หวั่นปัญหาสต๊อกยางจะซ้ำรอยปัญหาโครงการรับจำนำข้าวเปลือก จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเพื่อตรวจสอบปริมาณยางในสต็อกที่ชัดเจน รวมถึงมาตรการในการเร่งระบายสต็อกยางโดยเร่งด่วนว่าจะออกมารูปแบบใด
กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา เรื่อง"การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตของยางไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ว่า สำหรับการแก้ปัญหาราคายางพาราให้มีเสถียรภาพนั้นคงทำได้ยาก หากยังยึดติดอยู่กับการกำหนดราคายางเป็นตัวตั้ง โดยไม่นำปัจจัยภาวะแวดล้อมอื่นๆ เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมาพิจารณาประกอบด้วย ในทางกลับกันอาจจะเป็นการสร้างปัญหาเพิ่ม
“วันนี้ราคายางพาราน่าจะเริ่มขยับขึ้นบ้างแต่กลับไม่ขึ้น ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องมาดูข้อเท็จจริงว่าต้นทุนและราคาที่แท้จริงควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งยอมรับว่าหลายประเทศมีการอุดหนุนราคายางพารา ขึ้นอยู่กับว่าจะบริหารจัดการออกมาในรูปแบบไหน โดยจะต้องดูหลายๆ มิติ เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างยั่งยืน เพราะถ้าตั้งสูงจะส่งออกไม่ได้” นายยุคล กล่าว
ทั้งนี้ ได้หารือเรื่องต้นทุนกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่าอยู่ที่ประมาณ 62 บาท/กิโลกรัม (กก.) หากรัฐบาลต้องดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกร ต้องใช้ตัวเลขต้นทุนนี้เป็นเกณฑ์ สูตรคือต้นทุนบวกกำไร 30% แต่หากราคาตลาดโลกสูงกว่าก็จะปล่อยตามกลไกตลาด แต่หากราคาลดต่ำใกล้เคียงราคาต้นทุนบวกกำไร 5% รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือหรือเข้าแทรกแซง
อย่างไรก็ดี เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ว่าจะผลักดันให้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ยางพาราของภูมิภาคอาเซียนให้ได้นั้น จำเป็นต้องวางแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมทั้งการกำหนดรูปแบบการตลาดให้เชื่อมโยงกัน โดยจะดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยต่อยอดงานวิจัยที่เกี่ยวกับยางพารา ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยยางมีการทำวิจัยและพัฒนาไว้จำนวนมาก แต่งานวิจัยเหล่านี้ยังไม่มีการนำมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์
“ความต้องการยางพาราในตลาดโลกยังมีอีกมาก อยู่ที่ว่าจะบริหารจัดการระบบภายในตัวเองอย่างไรให้ดี และการดึงงานวิจัยออกมาต่อยอดนั้น ก็จะเป็นการช่วยดึงยางพาราที่มีอยู่ในระบบออกไปได้อีกทาง ขณะเดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่ายางพาราให้สูงขึ้น ซึ่งไม่แน่ในอนาคตราคายางอาจขยับสูงขึ้นไปอีกก็ได้”นายยุคล กล่าว
นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตอนนี้ภาคเอกชนกำลังรอดูงานวิจัยเกี่ยวกับยางพาราว่าจะมีตัวไหนบ้างที่มีศักยภาพพอที่จะนำมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งหากสามารถนำมาต่อยอดได้ก็จะช่วยดึงยางพาราเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อส่งออกได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 14% ของตลาดส่งออกที่มีมูลค่าส่งออกปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท
นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากนำงานวิจัยภาคเอกชนกำลังรอดูงานวิจัยเกี่ยวกับยางพาราว่าจะพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างไร ซึ่งหากสามารถนำมาต่อยอดได้ก็จะช่วยดึงยางพาราต่อยอดเข้าสู่กระบวนการแปรรูป คาดว่าส่งออกได้มากขึ้นโดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 14% ของตลาดส่งออกที่มีมูลค่าส่งออกปีละประมาณ 3 แสนล้านบา







