
เปลี่ยนก็ไม่ช่วย
หน้าความเห็นของหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล กล่าวถึงกรณีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียจาก จูเลีย กิลลาร์ด เป็น เควิน รัดด์ ว่าเป็นความพยายามที่สูญเปล่าที่ไม่อาจช่วยให้พรรคแรงงานแห่งออสเตรเลียแก้ปัญหาความนิยมที่กำลังตกต่ำในหมู่ประชาชนขณะนี้ได้ เพราะสาเหตุที่แท้จริงมาจากนโยบายของพรรคที่ผลักภาระให้กับภาคธุรกิจ เพื่อเอาใจบรรดาแรงงานที่เป็นฐานเสียงสนับสนุน
หน้าความเห็นของหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล กล่าวถึงกรณีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียจาก จูเลีย กิลลาร์ด เป็น เควิน รัดด์ ว่าเป็นความพยายามที่สูญเปล่าที่ไม่อาจช่วยให้พรรคแรงงานแห่งออสเตรเลียแก้ปัญหาความนิยมที่กำลังตกต่ำในหมู่ประชาชนขณะนี้ได้ เพราะสาเหตุที่แท้จริงมาจากนโยบายของพรรคที่ผลักภาระให้กับภาคธุรกิจ เพื่อเอาใจบรรดาแรงงานที่เป็นฐานเสียงสนับสนุน
ทั้งนี้ แม้ผู้นำออสเตรเลียทั้งสองได้เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าปฏิรูป เพื่อช่วยภาคเอกชนเพิ่มกำลังการผลิต แต่การที่ไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายของภาครัฐ ส่งผลให้รัฐบาลต้องหาทางเพิ่มรายได้ โดยในปี 2553 นายกฯ รัดด์ ได้เสนอเก็บภาษีบริษัทเหมือง ขณะที่อดีตนายกฯ กิลลาร์ด อนุมัติกฎหมายเก็บภาษีปล่อยก๊าซคาร์บอนที่แพงมากที่สุดในโลก
นอกจากนี้ ช่วงปีแรกที่ รัดด์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ เจ้าตัวยังไม่สามารถปฏิรูปกฎหมายประเทศให้มีความสมดุลและเป็นธรรมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเข็ดขยาด เห็นได้จากเดือนที่แล้ว บริษัทฟอร์ดประกาศถอนฐานการผลิตออกจากออสเตรเลีย โดยอ้างว่าไม่อาจแบกรับต้นทุนแรงงานและภาษีที่เพิ่มขึ้นได้
วอลสตรีท เจอร์นัล สรุปปิดท้ายด้วยว่า ต่อให้เปลี่ยนผู้นำประเทศอีกกี่ครั้งก็คงจะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ได้ ตราบใดที่แดนจิงโจ้ยังไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบายในการบริหารประเทศที่ผลักดันให้ออสเตรเลียเดินหน้าสู่ระบบตลาดเสรี







