posttoday
เบรกศก.ติดจรวดโลกเตรียมรับจีนปฏิรูป

เบรกศก.ติดจรวดโลกเตรียมรับจีนปฏิรูป

28 มิถุนายน 2556

ขณะที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนที่จะเริ่มชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี)

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ขณะที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนที่จะเริ่มชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) แน่ หากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้ตามระยะเวลาที่ประเมินกันไว้ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกอย่างจีนก็ส่งสัญญาณเอาจริงเอาจังกับการดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจของตนเช่นกัน

ยืนยันได้จากท่าทีล่าสุดของนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง เมื่อช่วงกลางเดือน มิ.ย. ที่สร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ ให้แก่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ทั่วโลกด้วยการยอมให้ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เดินหน้าใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน แม้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวช้าลง จนต้องการมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการกู้ยืมของธนาคารจะกำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 21 มิ.ย. ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยข้ามคืนระหว่างธนาคารจีนในช่วงกลางสัปดาห์นั้นพุ่งทะยานขึ้นเหนือระดับ 13% ก่อนปรับลดลงเหลือ 8.5% เมื่อปลายสัปดาห์เดียวกัน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอ้างอิง ซึ่งถือเป็นมาตรวัดปริมาณเงินในระบบธนาคารปรับสูงสุดแตะ 25% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 มิ.ย. ก่อนปรับลดลงในวันศุกร์ หลังมีรายงานอย่างไม่เป็นทางการว่าธนาคารกลางจีนตัดสินใจอัดฉีดเงินเข้าระบบ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนน่ากลัวว่าจะก่อให้เกิดวิกฤตการเงินในจีนได้โดยง่าย

ขณะเดียวกัน บรรดานักวิเคราะห์ต่างปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนทั่วหน้า โดยช่วงต้นเดือนนี้เวิลด์แบงก์ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนปี 2556 ลงมาอยู่ที่ 7.7% เท่านั้น หลังจากเคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ที่ 8.4% ขณะที่ล่าสุด เอชเอสบีซี หั่นลดการเติบโตของจีนปีนี้ลงเหลือเพียง 7.4%

อย่างไรก็ตาม แม้ท่าทีของรัฐบาลจีนที่ไม่กระตือรือร้นกับการสรรหามาตรการเพื่อกระตุ้นการเติบโต แถมยังแสดงออกในทิศทางตรงกันข้ามด้วยการยืนกรานหนักแน่นที่จะดำเนินนโยบายการเงินอย่างรัดกุม จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งรู้สึกวิตกจนอดเตือนไม่ได้ว่า การกระทำดังกล่าวอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้

แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ล้วนยอมรับว่า เมื่อคำนึงถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว จีนในปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของตนเองให้ลดพึ่งพาการส่งออกแล้วหันมาลงทุนเพื่อการเติบโตและสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น

ดังนั้น ความเอาจริงเอาจังต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศของรัฐบาล หลี่เค่อเฉียง จึงต้องนับเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดย สตีเฟน คิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเอชเอสบีซีในกรุงลอนดอนยอมรับว่าจีนกำลังเปลี่ยนจากการเติบโตที่เน้นปริมาณไปเป็นการเน้นที่คุณภาพ ขณะที่ เคน คูร์ติส อดีตรองประธานโกลด์แมน แซคส์ ประจำภูมิภาคเอเชีย เห็นว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเป็นสิ่งที่คุ้มค่าจะแลก หากผลลัพธ์คือการเติบโตที่สมดุล และมีภูมิต้านทานปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกอย่างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักต่างออกโรงเตือนก่อนหน้านี้แล้วว่า เศรษฐกิจจีนในปัจจุบันยืนอยู่บนฐานที่ไม่มั่นคงและพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ สาเหตุสืบเนื่องมาจากการที่ภาครัฐทุ่มเงินมหาศาล รวมถึงการสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่นสร้างและปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างงานในท้องถิ่นจนกลายเป็นการก่อหนี้มหาศาล

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อเปิดทางให้ภาคธุรกิจสามารถกู้ยืมเงินได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นในช่วง 2-3 ปีให้หลังกลับยิ่งทำให้หนี้ภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลจากซิตี้ กรุ๊ป ระบุว่า หนี้เอกชนจีนพุ่งทะยานขึ้น 168% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2555 จาก 119% ต่อจีดีพีในช่วงเดียวกันของ 4 ปีก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นอัตราการก่อหนี้ที่เร็วและเยอะกว่ามากเมื่อเทียบกับปริมาณหนี้ของสหรัฐกับยุโรปในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

ยังไม่นับรวมนโยบายผ่อนคลายก่อนหน้าที่ทำให้เกิดระบบธนาคารเงา (แชโดว์ แบงก์กิ้ง) หรือการให้บริการสินเชื่อนอกระบบแก่ภาคธุรกิจที่ไม่สามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารหลักของประเทศ จนก่อหนี้ในปริมาณมาก กระทั่งนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งสรุปว่า จีนมีความเป็นไปได้ที่จะเผชิญหน้ากับหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) หลังจากปล่อยเงินกู้ในปริมาณทุบสถิติที่ 17.58 ล้านล้านหยวน ช่วงระหว่างปี 2552-2553 ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ประเด็นหนี้ข้างต้นยังเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และเวิลด์แบงก์ ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้และปีหน้าลง นอกเหนือจากเหตุผลที่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปทำให้ปริมาณความต้องการสินค้าจากจีนลดลง จนกระเทือนภาคส่งออก

ดังนั้น การที่จีนหันมาใช้ยาแรงเข้าจัดการตลาดการเงินขั้นเด็ดขาดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับจีนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญปัญหาหนี้ที่จะกระเทือนต่อเสถียรภาพทางการเงินในอนาคต เหมือนเช่นที่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจผจญกันมาเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งกล่าวว่า แม้ไม่ใช่เรื่องน่าวิตกเนื่องจากเป็นสิ่งที่จีนควรทำและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่านานาประเทศทั่วโลกจะนิ่งเฉยไม่คิดเตรียมการรับมือแต่อย่างใด เพราะการตัดสินเบรกเศรษฐกิจของจีนให้เติบโตช้าลงมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของนานาประเทศ

ดาเรียส โควัลค์ไซค์ นักกลยุทธ์จากเครดิต อะกริโกล ซีไอบี ในฮ่องกง ชี้แจงว่า ความเป็นไปได้ข้างต้นถือเป็นความท้าทายของนานาประเทศ ไล่เรียงตั้งแต่ออสเตรเลียเรื่อยไปจนถึงบราซิล ที่มีการพึ่งพาจีนมากขึ้น หลังประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและในภูมิภาคยุโรปยังคงติดขัดกับการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังวิกฤตการเงินรุนแรงในปี 2551 โดยปีที่ผ่านมาจีนมีส่วนสำคัญในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึงประมาณ 3 ใน 4 ส่วน

ด้าน ทิม คอนดอน หัวหน้าศูนย์วิจัยเอเชียของไอเอ็นจี กรุ๊ป เอ็นวี ในสิงคโปร์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลเสียหายต่อประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจีนอยู่ในสถานะลูกค้ารายใหญ่ โดย บราซิล แอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย มีแนวโน้มจะเผชิญกับราคาสินค้าที่ถูกลง ควบคู่ไปกับปริมาณการส่งออกที่ลดลง

ข้อมูลจากกรมศุลกากรจีน ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์มายังจีนของบราซิลลดลงถึง 11.8% เช่นเดียวกับที่ยอดส่งออกทองคำของแอฟริกาใต้มายังจีนซึ่งปรับลดปริมาณลงเมื่อเทียบกับปริมาณในช่วงปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ว่า การส่งออกสินค้าของหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวันมีแนวโน้มจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากประเทศดังกล่าวล้วนพึ่งพากำลังซื้อมหาศาลจากจีนเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอ ใบสั่งซื้อจากจีนย่อมหายไปด้วย

เรียกได้ว่า เศรษฐกิจโลกจะเจ็บแน่นอน หากจีนมีการชะลอตัว เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมานักลงทุนทั่วโลกต่างพึ่งพาเฟดและจีนอย่างมาก ดังนั้น เมื่อมีสัญญาณใดๆ จากเฟดหรือจีนที่ออกมาระบุว่าจะลดการกระตุ้นเศรษฐกิจย่อมเป็นผลลบกับนักลงทุน

เดวิด เฮนสเลย์ ผู้อำนวยการความร่วมมือเศรษฐกิจระดับโลกจากเจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค ในนิวยอร์ก อธิบายว่า การที่นักลงทุนกลัวว่าจีนอาจก้าวผิดอาจกลายเป็นความรู้สึกที่เสริมทัศนคติด้านลบต่อโอกาสการลงทุนที่ตลาดกำลังรับมืออยู่ หลังจากที่เฟดเพิ่งจะประกาศชะลอการใช้คิวอี โดยจะส่งผลกระเทือนรุนแรงต่อตลาดการเงินโลกอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น เมื่อจีนจำต้องเสี่ยงเพื่อผลลัพธ์การเติบโตที่ยั่งยืน ทั่วโลกก็ต้องยอมรับความจริงข้างต้น และเตรียมพร้อมรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ไม่หวือหวาอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่