
บทเรียนเอทานอลจากบราซิล
บราซิลเป็นประเทศที่มีการผลิต ใช้ และส่งออกเชื้อเพลิงชีวภาพ “เอทานอล” มากเป็นที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และการผลิตเอทานอลจากน้ำตาลในบราซิลถือเป็นอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน คือ ประสิทธิภาพสูงกว่าเอทานอลจากข้าวโพดอย่างในสหรัฐอเมริกา ทั้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอัตราต่ำ ผลิตภาพต่อไร่สูง และอัตราการลดก๊าซเรือนกระจกที่สูง ไม่แย่งพื้นที่ปลูกอาหาร สหรัฐถูกมองว่าให้เงินอุดหนุนเอทานอลสูงมาก ทำให้ราคาข้าวโพดสูง เกษตรกรจึงเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกข้าวโพดมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมให้ลดการปลูกข้าวโพด เนื่องจากต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาก!
บราซิลเป็นประเทศที่มีการผลิต ใช้ และส่งออกเชื้อเพลิงชีวภาพ “เอทานอล” มากเป็นที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และการผลิตเอทานอลจากน้ำตาลในบราซิลถือเป็นอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน คือ ประสิทธิภาพสูงกว่าเอทานอลจากข้าวโพดอย่างในสหรัฐอเมริกา ทั้งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอัตราต่ำ ผลิตภาพต่อไร่สูง และอัตราการลดก๊าซเรือนกระจกที่สูง ไม่แย่งพื้นที่ปลูกอาหาร สหรัฐถูกมองว่าให้เงินอุดหนุนเอทานอลสูงมาก ทำให้ราคาข้าวโพดสูง เกษตรกรจึงเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกข้าวโพดมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมให้ลดการปลูกข้าวโพด เนื่องจากต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาก!
บราซิลเป็นประเทศที่ใหญ่มาก แม้มีการปลูกอ้อยเพียง 1% ของพื้นที่ แต่ผลิตน้ำตาลเท่ากับ 25% ของโลก มีปริมาณส่งออกเป็นครึ่งหนึ่งของน้ำตาลที่ซื้อขายในตลาดโลก การผลิตเอทานอลเพิ่มมูลค่าน้ำตาล โดยเฉพาะเวลาที่ผลผลิตอ้อยสูงมากก็จะช่วยไม่ให้น้ำตาลล้นตลาดและราคาตกต่ำเกินไป
จึงไม่แปลกที่รัฐบาลบราซิลตั้งแต่อดีตได้ส่งเสริมการผลิตเอทานอลเป็นอย่างมาก ในปี 1931 มีการกำหนดให้น้ำมันเบนซินต้องผสมเอทานอล 5% และขึ้นเป็น 50% ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังสงครามการผลิตก็ลดฮวบลง เนื่องจากราคาน้ำมันปิโตรเลียมต่ำ
จนกระทั่งเกิดวิกฤตน้ำมันโลกในทศวรรษ 1970s รัฐบาลจึงได้มีการส่งเสริมอย่างจริงจังอีกครั้ง ภายใต้นโยบาย Proalcool ตั้งแต่การกำหนดให้น้ำมันเบนซินมีสัดส่วนเอทานอล (1025%) ไปจนถึงการพัฒนารถยนต์ที่ใช้เอทานอล 100% ไม่ผสมเบนซินเลย ทั้งมีการส่งเสริมการจัดจำหน่ายด้วย และสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ เช่น รับประกันการซื้อจากบริษัทน้ำมันแห่งชาติ Petrobas เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการควบคุมราคาน้ำมันต่างๆ โดยเฉพาะการอุดหนุนให้เอทานอลที่ปั๊มมีราคาไม่เกิน 65% ของเบนซิน
แต่ในที่สุดการใช้หรือพึ่งพาเอทานอลที่สูงมากก็นำไปสู่วิกฤตเอทานอล เมื่อราคาน้ำตาลในโลกสูงมากตั้งแต่ปี 1988 โรงงานก็หันไปผลิตน้ำตาลกันมาก ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกันทำให้ต้องนำเข้าเอทานอลในปี 1991 เพราะความต้องการใช้สูง ช่วงนี้รัฐบาลจึงเริ่มลดเงินอุดหนุน ในส่วนของประชาชนก็ขาดความเชื่อมั่นในความมั่นคงของการใช้เอทานอล
ตั้งแต่ปี 2003 เริ่มมีการพัฒนายานยนต์ที่ยืดหยุ่นในการใช้น้ำมัน หรือ Flexible Fuel Vehicles (FFV) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกเติมเบนซินที่ผสมเอทานอล 20% (E20) หรือน้ำมันเอทานอลล้วนๆ (E100) ก็ได้แล้วแต่ว่าราคาตัวไหนจะน่าเติมกว่า การผลิตและใช้เอทานอลในบราซิลจึงก้าวเติบโตขึ้นอีกครั้ง
ปัจจุบันมีผู้ผลิต FFV 10 ราย มียานยนต์ให้เลือกถึง 90 แบบ รวมมอเตอร์ไซค์และรถบรรทุกขนาดเล็กด้วย คาดว่าในปี 2020 FFV จะเป็นสัดส่วน 80% ของรถยนต์ และ 60% ของมอเตอร์ไซค์ ความต้องการใช้เอทานอลในบราซิลจะเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า
รัฐบาลบราซิลจึงมีนโยบายส่งเสริมการปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 7% ของพื้นที่ประเทศ โดยมีกฎหมายห้ามปลูกในพื้นที่อ่อนไหวอย่างลุ่มน้ำอะเมซอน และห้ามปลูกทดแทนพืชพื้นเมืองบางชนิด
นอกจากน้ำตาลและเอทานอล ผลผลิตของอ้อยยังใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง กากที่เหลือจากการบีบน้ำอ้อย รวมถึงเศษยอดและใบจากการเก็บเกี่ยวถูกใช้เป็น เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าชีวมวล (Bioelectricity) ซึ่งมีศักยภาพที่สอดรับกับไฟฟ้าพลังน้ำ และเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญมากของบราซิล เพราะจะผลิตได้มากในช่วงที่น้ำในแม่น้ำน้อย โดยบราซิลเพิ่งออกกฎหมายห้ามเผาซากอ้อยในไร่ ซึ่งนอกจากลดโลกร้อนแล้วยังจะเพิ่มการใช้ผลิตไฟฟ้าด้วย
ปัจจุบันเอทานอลใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกชีวภาพหลายชนิด มีพัฒนาการรุ่นที่สองที่ใช้กากและเศษอ้อยผลิตพลาสติกด้วย และพัฒนาการรุ่นที่สามจะเป็นการผลิตตั้งแต่ดีเซล น้ำมันเรือบินเจ็ต สารละลาย เครื่องสำอาง น้ำมันเครื่อง และสารให้กลิ่น/รส เป็นต้น
ดูจากประวัติความเป็นมาในบราซิลเรื่องของเอทานอลในอนาคตคงใช่ว่าจะราบรื่นในช่วงหลังสุดที่ราคาน้ำตาลสูง รัฐต้องเพิ่มสัดส่วน E20 เป็น E25 พร้อมทั้งมาตรการอื่นๆ เพื่อจูงใจให้มีการผลิตเอทานอลอย่างเพียงพอไม่ขาดแคลน แต่ขณะเดียวกันผู้ผลิตก็ไม่พอใจนโยบายรัฐบาลที่ราคาน้ำมันปิโตรเลียมแทบจะถูกตรึงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้เอทานอลแข่งขันยาก
นอกจากราคาน้ำตาลแล้ว การผลิตเอทานอลยังขึ้นอยู่กับ ผลผลิตอ้อยที่บางช่วงตกต่ำเพราะผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศรุนแรง เช่น แล้งน้ำ ฝนตกมากไป หรือน้ำค้างแข็ง (Frost) ทำให้เอทานอลในบราซิลขาดแคลนต้องมีการนำเข้า เช่น ในปี 2001 และ 2011
สำหรับประเทศไทย เอทานอลเป็นโอกาสสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตร เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานโดยไม่เสียความมั่นคงทางอาหารหากนโยบายรอบคอบทั้งยังลดภาวะโลกร้อนด้วย
ตัวอย่างของบราซิลแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเอทานอลต้องเตรียมความพร้อมตลอดสาย ทั้งตัวน้ำมัน การจัดจำหน่าย และการพัฒนายานยนต์ การเลือกวิธีส่งเสริมและกลไกราคาที่เหมาะสม อย่างแก๊สโซฮอล์ E85 ของไทยที่มีการใช้ต่ำมากทั้งที่มีการอุดหนุนสูงมาก เป็นเพราะไม่ได้มีการกำหนดมาตรการส่งเสริมตลอดทั้งสายที่สอดคล้องกัน
ทั้งนี้ ไทยผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังด้วย แต่อ้อยเป็นแหล่งสำคัญและมีข้อได้เปรียบ จึงควรแก้ไขโครงสร้างตลาดอ้อยที่ยังมีการบิดเบือนและอาจส่งผลต่อการพัฒนาเอทานอลในระยะยาวได้







