
ข้อควรรู้ของพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (ต่อ)
ฉบับที่แล้วผมได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจต่อ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ฉบับใหม่ ในเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ใหม่หรือไม่
ฉบับที่แล้วผมได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจต่อ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ฉบับใหม่ ในเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาว่าโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ใหม่หรือไม่
ขณะเดียวกันก็ขยายประเด็นให้เห็นภาพว่า โครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ใหม่ จะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
วันนี้ผมมีข้อสังเกตที่จะนำเสนอว่า กฎหมายใหม่นั้นยังเปิดช่องว่าง ในกรณีระหว่างที่ยังไม่มีการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวมานั้น มาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ใหม่ ได้กำหนดให้เอาหลักเกณฑ์ภายใต้ พ.ร.บ.เก่า มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งวิธีการนี้มีความยุ่งยากมาก
ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามว่าการจะเข้าร่วมลงทุนกับรัฐนั้นมีมูลค่าโครงการถึง 1,000 ล้านบาท และต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ใหม่ นี้หรือไม่ เพราะเกิดปัญหาการคำนวณมูลค่าโครงการว่าจะใช้หลักเกณฑ์โดย
l จะมีการคำนวณคิดจากวงเงินหรือทรัพย์สินอย่างไรบ้าง
l ผลประโยชน์ตอบแทนต้องนำมารวมคำนวณด้วยหรือไม่
l จะใช้การลงทุนในช่วงใดในการคำนวณ (ช่วงเริ่มต้นโครงการ/ตลอดระยะเวลาของโครงการ)
l มูลค่าที่คำนวณหรือกำหนดเป็นจำนวนที่ถูกต้องหรือไม่
สำหรับหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ พ.ร.บ.เก่า ไม่ได้มีการออกหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณมูลค่าโครงการ ทำให้เกิดปัญหาการคำนวณมูลค่าโครงการอย่างวิธีการตีความ ทั้งนี้ ได้มีแนวความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงการคลังที่สำคัญ ซึ่งได้วางแนววินิจฉัยเกี่ยวกับคำว่า วงเงินหรือทรัพย์สินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปของ พ.ร.บ.เก่าไว้ โดยรวมทั้งเงินลงทุนมูลค่าอาคารและค่าตอบแทน ผลตอบแทน ถอดถอนระยะเวลาโครงการทั้งหมด เช่น ตัวอย่างต่อไปนี้
วงเงินหรือมูลค่าการลงทุนทั้งหมดของกิจการตามโครงการทั้งในส่วนของรัฐและในส่วนของเอกชนที่เข้ามาร่วมลงทุนดำเนินการในกิจการของรัฐด้วย โดยเป็นระยะเวลาตลอดทั้งโครงการไม่เฉพาะระยะใดระยะหนึ่งของโครงการเท่านั้น (ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 239/2542)
การประเมินผลการลงทุนของโครงการจัดตั้งร้านค้าปลอดอากร ณ สนามบินสุวรรณภูมิ จะต้องนำวงเงินการลงทุนในการซื้อสินค้าคงคลัง เพื่อการจำหน่ายเฉพาะในส่วนที่ต้องจัดให้มีและเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้โครงการดังกล่าวบรรลุผลมารวมเข้ากับมูลค่าของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องด้วย
การคำนวณมูลค่าของอาคาร เพื่อนำมาคำนวณมูลค่าการลงทุน ได้แก่ มูลค่าของอาคารที่แท้จริงเฉพาะส่วนที่อนุญาตให้เอกชนมีสิทธิเข้าใช้ในการดำเนินการหรือประกอบกิจการทั้งหมด โดยไม่ต้องนำค่าเสื่อมราคาของอาคารมาคำนวณนับรวมด้วย (ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ 409/2546)
ในกรณีที่ กทม.มีโครงการให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนในการจัดหาที่ดิน เพื่อรับกำจัดมูลฝอยและ กทม.จะจ่ายค่ากำจัดมูลฝอยให้เอกชนนั้น ค่ากำจัดมูลฝอยที่ กทม.ต้องจ่ายให้กับเอกชนไม่ถือว่าเป็นวงเงินลงทุนของโครงการ เพราะเป็นการจ่ายค่าตอบแทนที่ให้สิทธิแก่เอกชนมาดำเนินการดังกล่าว (หนังสือตอบข้อหารือของกระทรวงการคลัง ที่ กค.02091/9654)
ดังนั้น การกำหนดวิธีการคำนวณวงเงินมูลค่าการลงทุน จึงควรกำหนดให้ชัดเจนและเป็นไปตามแนวปฏิบัติทั่วไป เพราะตามหลักเกณฑ์เดิมกว้างมาก ซึ่งผมจะนำเพิ่มเติมในหัวข้อ 7 (ข) หลังจากนี้ไปครับ
ฉบับหน้า เรามาดูปัญหากรณีสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนไม่ได้มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน ทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ว่าจะเป็นแบบไหนบ้าง







