
ข้าวถุงวิกฤต ชาวบ้านผวายาฆ่าแมลง-เชื้อราถล่ม
“ข้าวรมยากันมอดเกินขนาด สีเหลืองเหม็นสาบ กินแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง”
“ข้าวรมยากันมอดเกินขนาด สีเหลืองเหม็นสาบ กินแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง”
“ข้าวขึ้นรา หุงเป็นข้าวสวยแล้วเสียง่าย หุงเช้าบ่ายบูด”
ข้อความต่างๆ ที่ส่งต่อกระหึ่มโลกไซเบอร์ ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นการบริโภคข้าว โดยเฉพาะข้าวสต๊อกรัฐที่บวมมากสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 17 ล้านตัน ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อมีการส่งต่อข้อความให้ระวังการกินข้าวสต๊อกรัฐที่เก็บไว้นานดังกล่าว อาจมีการรมยาป้องกันมอดแมลงหลายครั้งจนข้าวเหลืองมีกลิ่นเหม็นสาบ หรือเก็บไม่ดีมีความชื้นเป็นเชื้อรา
ผลจากสต๊อกข้าวรัฐกว่า 17 ล้านตันที่มากกว่าปกติ ซึ่งเมืองไทยจะผลิตข้าวได้ปีละ 30 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อสีแปรเป็นข้าวสารจะเหลือ 1620 ล้านตัน แบ่งเป็นบริโภคในประเทศ 67 ล้านตัน และส่งออก 810 ล้านตัน ที่เหลือเป็นสต๊อกรัฐเพื่อความมั่นคง 23 ล้านตัน หรือสต๊อกให้พอมีกินช่วงรอรอบเพาะปลูกข้าว 34 เดือน แต่จากการจำนำราคาสูงมากตันละ 1.5 หมื่นบาท ทำให้สต๊อกข้าวรัฐต้องแบกถึงกว่า 17 ล้านตัน ผลการเก็บไว้นานดังกล่าวจึงกระทบความเชื่อมั่นในการบริโภคข้าว โดยเฉพาะข้าวบรรจุถุง 5 กิโลกรัม แม้จะออกมาชี้แจงปัญหาดังกล่าวหลายครั้ง
ยงยุทธ พฤกษ์มหาดำรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตราฉัตร เปิดเผยว่า สถานการณ์ข้าวไทยบรรจุถุงขณะนี้ มีกระแสข่าวลบเรื่องคุณภาพข้าวบางส่วนเกิดเชื้อรา มีสารรมควันมอดเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปซื้อข้าวเปิดตักที่มีมูลค่าปีละ 1 แสนล้านบาท แทนข้าวบรรจุถุงซึ่งมีมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ขณะนี้ข้าวบรรจุถุงเฮาส์แบรนด์ หรือข้าวถุงยี่ห้อของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ยอดขายลดลงมาก แต่ข้าวถุงที่มียี่ห้อยังกระทบไม่มาก เชื่อตลาด 3 หมื่นล้านบาท ปีนี้จะโตแค่ 57% จากปกติโต 510%
“ปัจจุบันนี้คนไทยบริโภคข้าว 6 ล้านตันต่อปี ไม่อยากให้คนไทยกลัวการกินข้าวไทย ถ้าคนไทยไม่กินข้าวไทยจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้ข้าวไทยยังมีคุณภาพดีที่สุดและปลอดภัย นอกจากนี้ไทยยังเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 หรือ 4 ของโลก” ยงยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ ซี.พี.อินเตอร์เทรด ระบุการดูข้าวถุงว่าปลอดภัยหรือไม่ หรือดู 4 ข้อ คือ 1.ต้องผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐาน หรือระบบมาตรฐานสากล อาทิ ISO 9001:2008 หรือมี GMP ซึ่งปี 2558 กฎหมายให้ข้าวไทยบรรจุถุงต้องผ่านมาตรฐาน GMP เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2.ข้าวถุงต้องได้ใบอนุญาต อย. จากกระทรวงสาธารณสุข 3.ต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพสินค้าได้ และ 4.ควรเลือกซื้อข้าวถุงที่มีมาตรฐานสากล
กุฎธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผู้จัดจำหน่ายข้าวบรรจุถุงเฮาส์แบรนด์บิ๊กซี กล่าวว่า บิ๊กซีอยู่ระหว่างประเมินยอดขายข้าวถุงเฮาส์แบรนด์ ซึ่งกระแสข่าวลบได้กระทบทางจิตวิทยาผู้บริโภค ทำให้ตื่นตระหนก โดยบริษัทได้เรียกผู้ผลิตข้าวเฮาส์แบรนด์ 5 รายมาพบเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบมาตรฐานผลิต หากมีการนำข้าวจากโครงการจำนำข้าวของรัฐมาผลิต ต้องผ่านการตรวจสอบ SGS ตรวจคุณภาพทุกครั้ง และวันที่ 24 มิ.ย. จะเปิดให้เยี่ยมชมโรงงานผลิตข้าวถุงที่โรงงานข้าวแสนดี นวนคร
นิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขอยืนยันกรณีที่จะมีสารเคมีตกค้างหรือมีเชื้อราขึ้นในข้าวสารบรรจุถุงเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะข้าวสารบรรจุถุงที่ขายตามห้างสรรพสินค้าและห้างค้าปลีกสมัยใหม่โมเดิร์นเทรด เนื่องจากข้าวถุงเหล่านี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจาก อย.ทุกถุง รวมทั้งเชื่อว่าห้างโมเดิร์นเทรดทั้งหลายคงต้องตรวจสอบคุณภาพก่อนวางขายเพื่อไม่ให้เสียชื่อ
“ยืนยันให้ประชาชนมั่นใจได้ล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่าไม่มีกรณีสารตกค้างหรือราขึ้นข้าวสารบรรจุถุงแน่นอน นอกเสียจากว่าจะมีการนำข้าวเก่าที่ถูกทิ้งไว้นานจนเกิดความชื้นมาขาย ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ประกอบการจะยอมเสียชื่อ” นิวัติ กล่าว
ทั้งนี้ สารเคมีที่ใช้รมควันเพื่อป้องกันมอดในกระบวนการเก็บรักษาข้าวมี 2 ชนิด คือ เมทิลโบรไมด์ (Methyl Bromide) และฟอสฟีน (Phosphine) ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) รวมทั้งเป็นสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เนื่องจากจะระเหยและสลายไปทันทีเมื่อเปิดให้อากาศถ่ายเทใน 57 วัน และหากจะตกค้างก็น้อยมากเพียง 0.1% มิลลิกรัม ไม่อันตราย
กัญญา เชื้อพันธุ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมการข้าว กล่าวว่า ความกังวลเรื่องเชื้อราในเมล็ดข้าว โดยทั่วไปเชื้อรามีอยู่ทั่วไปในอากาศอยู่แล้ว จึงมีโอกาสเกิดเชื้อราในข้าวได้หากอยู่ในอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสม โดยเชื้อราจะมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไม่สร้างสารพิษตกค้าง กลุ่มนี้หากอยู่ในข้าวเมื่อนำไปหุงจะไม่เป็นอันตราย อีกกลุ่มเป็นเชื้อแอสเปอร์จิลลัส เฟลวัส (Aspergillus Flavus) ที่สร้างสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ที่ก่อสารมะเร็ง แต่สารเหล่านี้เติบโตในข้าวได้น้อยมาก เพราะต้องใช้น้ำมันในเมล็ดเป็นอาหาร แต่ข้าวมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันไม่ถึง 1% เชื้อราชนิดนี้จึงเติบโตได้ในกลุ่มถั่วหรือข้าวกล้องซึ่งมีน้ำมันสูงกว่า
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ กล่าวหลังประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลข้าวคงเหลือขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่า ที่ประชุมมีมติจะตรวจนับข้าวทุกโกดังทุกคลังสินค้าและทุกโรงสี 1,600 แห่งทั่วประเทศ วันที่ 29 มิ.ย.นี้ โดย อ.ต.ก.และ อคส.รายงานว่ามีข้าวเหลืออยู่ 17 ล้านตัน เป็นข้าวเปลือก 2 ล้านตัน ข้าวสารรอส่งมอบ 2.5 ล้านตัน ซึ่งการดำเนินการจากวันนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรส่งสายตรวจเฝ้าโกดัง โรงสีหรือไซโลที่รัฐบาลว่าจ้างเก็บข้าวเพื่อป้องกันการขนข้าว พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ที่ถือกุญแจโกดังรัฐ ห้ามเปิดโกดังโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้กำหนดปฏิบัติการ 30 วัน
“ข้าวบรรจุถุงไทยถึง 99% ไม่ได้ขออนุญาติใช้เครื่องหมาย อย. ข้าวตราฉัตรเป็น 1 ใน 3 แบรนด์ที่ได้รับเครื่องหมายอย. หลังจากเกิดกระแสข่าวลบ ยอดขายภายในประเทศและต่างประเทศ ไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะต่างประเทศยังมั่นใจมาตรฐานการผลิตของบริษัท และคาดว่าจะได้รับอานิสงส์คนหันมาซื้อข้าวมีแบรนด์ดันยอดขายโต10% “นายยงยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ข้าวตราฉัตรเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ยืนยันว่ามีการใช้สารรมควันมอดจริง รูปแบบแก๊ซใน7 วัน เมื่อเปิดผ้าสารระเหยใน 1 วัน ซึ่งเป็นสารที่อุตสาหกรรมข้าวต้องใช้เพื่อควบคุมการเกิดมอดในข้าว และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จากอเมริกา ได้ยืนยันว่า ใช้สารดังกล่าวไม่ทำมีสารตกค้าง และเป็นมาตรฐานสากลทั่วโลกใช้กัน
โพสต์ทูเดย์ – วิกฤติข้าวบรรจุถุงไทยอ่วม กระแสข่าวลบสารรมควัน หวั่นคนแห่ซื้อข้าวเปิดตัก ตราฉัตรเร่งสร้างความเชื่อมั่น ยันสารไม่ตกค้าง ลั่นยอดขายไม่กระทบ แถมรับอานิสงส์คนแห่ซื้อข้าวมีแบรนด์ยอดพุ่ง 10% สิ้นปีรายได้โต 57%
นายยงยุทธ กล่าวปฏิเสธว่า บริษัทไม่ได้ประมูลข้าวจากโครงการรับจำนำมา โดยประมูลปลายข้าวขาวและปลายข้าวหอมมะลิเมื่อเดือนส.ค.ปีที่ผ่านมา จำนวน 8,600 ตัน เพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ข้าวตราฉัตรในปัจจุบันเป็นข้าวที่มาจากการซื้อจากโรงสีเครือข่าย 40 โรงสี และโรงสีของบริษัท 3แห่ง ที่ จ.บุรีรัมย์ จ.สุพรรณบุรี จ.กำแพงเพชร มีกำลังผลิต 1 ล้านตัน
สำหรับรายได้ปีนี้ตั้งเป้าโต 57% จากปัจจุบันข้าวตราฉัตรเป็นผู้นำตลาด มีส่วนแบ่ง 12% และตั้งเป้า 23ปี มีส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 20% โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิต 1 ล้านตัน แบ่งเป็นการส่งออก 6 แสนตัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาชะลอแผนส่งออกไป เพราะค่าเงินบาทแข็งค่า และจำหน่ายในประเทศ 4 แสนตัน
ก.เกษตรฯ ยันข้าวสารบรรจุถุงไม่มีสารตกค้างหรือขึ้นราแน่นอน โดยเฉพาะข้าวถุงที่ขายตามห้าง เพราะต้องผ่านอย. ระบุเตรียมควงแขนคน.ลงพื้นที่ตรวจโกดังเก็บข้าวเพื่อย้ำความเชื่อมั่น
สำหรับปริมาณการนำเข้าสารฟอสฟินในปี 2555 มีการนำเข้าจำนวน 615,277 กิโลกรัม(กก.) และในปี 2556 ตั้งแต่เดือนม.ค.พ.ค. มีการนำเข้าแล้วจำนวน 522,299 กก. ส่วนสารเมทิลโบรไมด์ มีการนำเข้าในปี 2555 จำนวน 276,500 กิโลกรัม และในปีนี้มีการนำเข้าตั้งแต่เดือนม.ค.พ.ค. แล้วจำนวน 26,700 กก.
อย่างไรก็ดี หากประชาชนยังไม่มั่นใจ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็พร้อมที่จะร่วมมือกับกรมการค้าภายใน (คน.) ลงพื้นที่ตรวจโกดังที่ใช้เก็บรักษาข้าวทั่วประเทศว่ามีมาตรฐานในการเก็บรักษาข้าวดีหรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
ทั้งนี้ในการปฏิบัติการครั้งนี้ในระดับการลงพื้นที่ได้มีการระดมเจ้าหน้าที่ อตก.อคส.และพาณิชย์จังหวัด รวมถึงนำคณะสื่อมวลชนไปด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเป็นกำลังหลักในการทำงาน ซึ่งได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือ ศปก.ภูธร ในการส่งข้อมูลการนับจำนวนข้าวทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมายังรัฐบาลที่ส่วนกลาง
ขณะที่ส่วนกลางจะมีการใช้ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปก.ตร. ชั้น 20 เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลในวันดังกล่าวด้วยระบบวีดีโอคอนเฟอเรนท์ เพื่อชี้แจงต่อสาธารณะว่ารัฐบาลมีข้าวอยู่ในสต็อคจำนวนเท่าไร ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ
พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้จัดทีมงานเฉพาะกิจและชุดเคลื่อนที่เร็ว ลงพื้นที่เฝ้าโกดัง โรงสีและคลังสินค้าทุกแห่งแล้ว และในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ทางคณะกรรมการนโยบายข้าวหรือ กขช.จะส่งข้อมูลข้าวที่อยู่ในสต็อคของรัฐทุกโกดังทั้งหมดมาให้คณะทำงานฯ รับทราบเพื่อเป็นข้อมูลในการลงพื้นที่เป้าหมายต่อไป







