
รับมือเศรษฐกิจขาลง
เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เศรษฐกิจทั้งของโลกและของประเทศไทยในครึ่งปีหลังจะไม่สดใสเหมือนที่ผ่านมา
เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เศรษฐกิจทั้งของโลกและของประเทศไทยในครึ่งปีหลังจะไม่สดใสเหมือนที่ผ่านมา
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ออกรายงานฉบับล่าสุด ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้จาก 2.40% เหลือ 2.20% โดยเฉพาะกลุ่มกำลังพัฒนาที่เคยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ถูกลดจาก 5.50% เหลือ 5.10% สาเหตุจากกลุ่มประเทศยักษ์ ทั้งจีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล เศรษฐกิจชะลอตัวลง
สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพิงการส่งออกจะมีปัญหามากกว่าที่คิด หลังจากต้นปีต้องเผชิญกับเรื่องต้นทุนค่าแรงวันละ 300 บาท และเงินบาทอ่อนค่า
นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังออกรายงานเตือนประเทศไทยให้ระวังความเสี่ยงจากปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้าย และให้หาทางรับมือไว้
คล้อยหลังคำเตือนไอเอ็มเอฟไม่เท่าไหร่ คนไทยก็ได้เห็นภาวะหุ้นและค่าเงินบาทขึ้นลงอย่างผันผวนตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวคิดจะยกเลิกมาตรการนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี)
และสุดท้ายเฟดก็ประกาศลดมาตรการคิวอีออกมาจริงๆ และหลังจากนี้ประเทศไทยก็ต้องเผชิญหน้ากับภาวะเงินไหลออกแทน ผลที่เกิดขึ้นแน่นอน คือ นับจากนี้ตลาดหุ้นจะไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งแบบรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมาได้ โดยระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ก็หายวับไปกับตาแล้ว 2 ล้านล้านบาท ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลย
ยิ่งมาผนวกกับผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้ารายใหญ่อย่างสหพัฒน์ ประกาศชะลอการลงทุนในครึ่งปีหลัง เพราะกำลังซื้อของคนไทยเริ่มซบเซา ขณะที่รัฐบาลก็ประกาศลดราคารับจำนำข้าวลงเหลือตันละ 1.2 หมื่นบาท และเข้มงวดในการรับจำนำ โดยจำกัดครัวเรือนละ 5 แสนบาทเท่านั้น จะยิ่งทำให้กำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ประเทศลดลงไป
ภาพเศรษฐกิจทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ครึ่งปีหลังของไทยจะมีหลายปัจจัยเสี่ยงกดดันอยู่
เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องกระตือรือร้นในการรับมือเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวในครึ่งปีหลังนี้ให้ดี ไม่ใช่ออกมาเตือนหน่วยงานอื่นให้หาทางรับมือกับเงินไหลออกอย่างเดียว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องเรียกประชุมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อวางยุทธศาสตร์รับมือให้ทันสถานการณ์ ประคองเศรษฐกิจให้ยังคงเติบโตต่อไปได้แม้จะในอัตราที่ลดลง
เพราะถ้าปีนี้เศรษฐกิจโตเหลือ 23% อย่างที่บางคนคาดไว้ ไม่ใช่รัฐบาลจะอยู่ลำบาก แต่คนไทยจะอยู่อย่างสาหัสกว่า







