
แม่ร้องกองปราบลูกสาวดับปริศนา
แม่ร้องกองปราบช่วยลูกสาวดับปริศนาตร.ท้องที่พยายามปิดคดีผูกคอตายสุดท้อใจร้องทุกข์มาหลายแห่งไม่คืบหน้า
แม่ร้องกองปราบช่วยลูกสาวดับปริศนาตร.ท้องที่พยายามปิดคดีผูกคอตายสุดท้อใจร้องทุกข์มาหลายแห่งไม่คืบหน้า
ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายไชโย เมลกุล อายุ 50 ปี และ น.ส.นิตยา สาเล๊ะ อายุ 42 ปี เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.วัชรพล ทองล้วน ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ท.พรศักดิ์ พิทยารัตน์ รอง ผกก.5 บก.ป.เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีที่ได้ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมให้ตำรวจช่วยสืบสวนสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาว คือ น.ส.ณัฐนารี เมลกุล หรือณัฐ อายุ 21 ปี อดีตผู้ช่วยพยาบาล รพ.กรุงเทพ สาขาเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งตำรวจ สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย ระบุว่าเป็นการเสียชีวิตจากการผูกคอฆ่าตัวตาย แต่ญาติไม่เชื่อเพราะยังมีข้อพิรุธหลายประเด็น ตั้งแต่สภาพศพที่มีร่องรอยถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส การตรวจสอบที่เกิดเหตุในห้องพักที่ ร่องรอยการต่อสู้ ข้าวของเสียหาย รวมทั้งพฤติกรรมของพนักงานสอบสวน แพทย์ และแฟนหนุ่มที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย นอกจากนี้บิดามารดาของผู้เสียชีวิต ยังถูกโทรศัพท์ลึกลับข่มขู่เอาชีวิตอีกด้วย
น.ส.นิตยา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมาตนกับสามีได้เดินทางเข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมที่ บก.ป.ให้ น.ส.ณัฐนารี ลูกสาวคนโต ที่ตำรวจ สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย สรุปคดีว่าเป็นการฆ่าตัวตายแต่ตนกับสามีไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นเนื่องจากคดีนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลหลายประการตั้งแต่เรื่องสภาพศพ ที่เกิดเหตุ และการสอบสวนผู้ต้องสงสัย
น.ส.นิตยา กล่าวว่า ภายหลังทราบเรื่องลูกสาวเสียชีวิต ตนกับสามีเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน ยศ ร.ต.ท.ซึ่งตำรวจนายนี้เป็นเพื่อนทั้งกับลูกสาวและแฟนหนุ่มของลูกสาว แต่กลับไม่ยอมนำหลักฐานภาพถ่ายที่เกิดเหตุมาให้ดูอ้างว่าเป็นหลักฐานที่เปิดเผยไม่ได้ ตำรวจบอกเพียงว่าลูกสาวผูกคอตายในลักษณะห้อยตัวจากที่สูง แต่มาทราบภายหลังว่าเป็นการผูกคอในท่านั่ง แต่สภาพศพ สภาพร่องรอยที่บริเวณลำคอ รวมทั้งสภาพภายในห้องที่เกิดเหตุล้วนแต่ตรงกันข้ามกับที่ตำรวจสรุป ไม่ว่าจะเป็นสภาพศพมีร่องรอยถูกทำร้ายร่างกายหลายแห่ง เช่น ที่แขนทั้งสองข้างมีแผลถลอก ปากแคก เบ้าตาซ้ายแตก โหนก ลิ้นปี่ และหลังมีรอยฟกช้ำ ลำคอหัก และลำคอมีบาดแผลถูกของมีคมแต่ตำรวจระบุว่าไม่พบบาดแผล
มารดาผู้เสียชีวิตรายนี้ กล่าวต่อว่า ส่วนภายในห้องที่เกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสู้ ข้าวของเสียหาย พัดลมแตกหักเป็นชิ้น กระจกแตก ประตูห้องพัง และในที่เกิดเหตุตำรวจไม่ได้แจ้งแพทย์ไปร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังพบกางเกงของแฟนหนุ่มของลูกสาวอยู่ภายในห้องลูกด้วยแต่กลับไม่มีการเรียกตัวมาสอบสวนทั้งๆ ที่มีพยานเห็นว่าแฟนของลูกสาวเข้ามาที่บ้านก่อเกิดเหตุไม่นาน
น.ส.นิตยา กล่าวอีกว่า ลูกสาวไปทำงานและพักอยู่ที่เกาะสมุยมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว ช่วงแรกทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลไทยอินเตอร์ ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ และได้รู้จักสนิทสนมกับแฟนหนุ่มคนนี้ซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาลฉุกเฉิน และเป็นพ่อหม้าย แต่ลูกสาวเพิ่งแยกออกมาพักเองลำพังได้เพียงเดือนกว่าก่อนเกิดเหตุ ส่วนการคบหากันระหว่างลูกสาวกับแฟนหนุ่มคนนี้ก็ทราบมาโดยตลอดแต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดเรื่องรุนแรงกับลูกสาว จะมีก็แต่เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 ลูกสาวกลับมาบ้านที่สตูลร้องไห้กับตน บอกว่าไม่อยู่สมุยแล้ว อยู่ไม่ได้แล้ว มีเมียของฝ่ายชายมาขู่ฆ่า ให้ช่วยไปเก็บของกลับบ้านแต่ตนก็บอกให้ไปแจ้งที่ทำงานให้ทราบก่อนเพราะเราทำงานแล้วต้องมีความรับผิดชอบ แต่หลังจากนั้นก็คาดว่าทั้งสองคงปรับความเข้าใจกลับมาคืนดีกันได้
น.ส.นิตยา กล่าวว่า ต่อมาเวลา 08.00 น.วันที่ 21 พฤศจิกายน ลูกสาวโทรมาหาก็ยังคุยกันปกติ บอกว่ากำลังซักเสื้อผ้าอยู่ในห้องน้ำ ยังไม่ได้ไปทำงาน แต่จู่ๆ ก่อนที่สายจะตัดไปก็มีเสียงลูกสาวบอกว่าอย่าแย่ง อย่าแย่ง จากนั้นสายก็หลุดไป ต่อมาไม่ถึงชั่วโมงก็เกิดเหตุกับลูกสาว ซึ่งคดีนี้ตำรวจได้สรุปสำนวนส่งอัยการแล้วแต่ถูกตีกลับมา เรื่องยังค้างคาอยู่ที่ตำรวจ ตนกับสามีได้ไปร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมจากตำรวจภูธรจังหวัด และตำรวจภูธรภาค แล้ว แต่ก็มีเพียงการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนเท่านั้น
“นอกจากไม่มีความคืบหน้าใดๆ แล้ว นายตำรวจ สภ.บ่อผุด ที่ยศตำแหน่งสูงกว่าเจ้าของคดีคนเดิม ได้นำข้อมูลการใช้โทรศัพท์ไปตรวจสอบ แต่ข้อมูลดังกล่าวกลับถูกลบทิ้งไป อ้างว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ส่วนแฟนหนุ่มของลูกสาวที่ดิฉันสงสัย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ตำรวจก็ไม่เคยเรียกตัวมาสอบสวนอ้างเพียงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งๆ ที่ผู้ชายคนนี้ เคยยอมรับว่า วันนั้นได้ทำร้ายลูกสาว จริง แต่ไม่ได้ฆ่า ส่วนบาดแผลของมีคมที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของลูกสาวทำร้ายตัวเอง” น.ส.นิตยา กล่าว
มารดาผู้เสียชีวิต กล่าวทิ้งท้ายด้วยอาการท้อแท้ใจ ว่า คดีนี้เราต่อสู้มา 6 เดือน ไปร้องมาทุกหน่วยงานแล้ว ทั้งราชการและสื่อมวลชน จะให้ขุดศพก็เอา เพื่อความยุติธรรม ไม่อยากให้ลูกตายฟรี พอเดินหน้ามากๆ เข้า ก็มีโทรศัพท์ลึกลับเป็นเสียงผู้ชายขู่ฆ่า พูดอยู่คำเดียวว่า “อยากตายเหรอ” ทุกวันนี้ตนเครียดมาก ต่อสู้เพียงลำพังกับสามีจนท้อ หรือเป็นเพราะว่าเรามันจน







