
ผันผวน
สัปดาห์ที่แล้วได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดี ปรส. ปรากฏว่าผู้อ่านเป็นจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะคนส่วนใหญ่ทราบว่ามีเรื่องไม่ถูกต้อง
สัปดาห์ที่แล้วได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดี ปรส. ปรากฏว่าผู้อ่านเป็นจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะคนส่วนใหญ่ทราบว่ามีเรื่องไม่ถูกต้อง แต่ไม่ทราบรายละเอียดว่ามีการกระทำผิดอย่างไร ซึ่งเรื่องที่ได้กล่าวไว้เป็นเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น การอนุญาตให้บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการจัดประมูลโดยมีส่วนในการแยกกองสินทรัพย์ แต่กลับอนุญาตให้บริษัทย่อยของบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส เข้าร่วมประมูลและเป็นผู้ชนะการประมูลด้วย ซึ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผิดวิธีปฏิบัติอย่างชัดเจน เพราะบริษัทที่ปรึกษาจะรู้ละเอียดว่ามีสินทรัพย์อะไรบ้างในมูลค่าเท่าไร ย่อมได้เปรียบผู้ประมูลรายอื่นที่ไม่ทราบข้อมูลเท่าเทียม และระยะเวลาในการหาข้อมูลของแต่ละสินทรัพย์ก็จะมีน้อยกว่า นอกจากนี้ยังมีการปกปิดไม่ให้เปิดเผยรายชื่อผู้ร่วมลงทุนในกองทุนรวมที่เข้ามาเซ็นสัญญาแทนผู้ชนะประมูลนี้ ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าจะต้องมีผู้ได้ประโยชน์ที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัว โดยเรื่องนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถตรวจสอบความผิดปกติได้จากจำนวนกำไรที่ส่งคืนบริษัทแม่ที่ชนะการประมูล แต่ใช้กองทุนรวมทำสัญญาแทน โดยเช็กว่ามียอดตรงกับกำไรที่รายงานไว้หรือไม่ ยอดกำไรที่แตกต่างกันก็คือยอดที่มีผู้แอบไปร่วมลงทุนได้แบ่งไป และเชื่อได้ว่าจะสามารถตรวจเส้นทางการเงินได้ว่าส่วนแบ่งตกไปอยู่กับบัญชีของผู้ใด เป็นต้น นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพิ่มเติมเท่านั้น ซึ่งถ้าหากจะให้อธิบายความผิดปกติทั้งหมด คงจะต้องเขียนหนังสือเป็นเล่ม โดยหากคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะได้สอบถามนายธนาคารใหญ่ๆ ที่อยู่ในช่วงนั้นที่มีสายสัมพันธ์กับสถาบันการเงินในต่างประเทศ ทุกคนจะทราบดีว่า มีความผิดปกติในเรื่องนี้อย่างมาก และท่านเหล่านี้ก็รู้สึกเจ็บปวดกับการกระทำครั้งนั้นที่เหมือนเป็นการซ้ำเติมประเทศ และทำร้ายประชาชนในภาวะล่มสลาย ซึ่งไม่มีท่านใดรับได้ แต่ไม่มีใครกล้าพูดเพราะกลัวอำนาจรัฐในขณะนั้น และนี่เป็นเหตุผลหลักที่ต่อมาพรรครัฐบาลในสมัยนั้นต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างถล่มทลายกับพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่
แต่ก็ใช่ว่ากรรมจะไม่ตามทัน เพราะอีกไม่กี่ปีต่อมา บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ที่เข้ามาตักตวงผลประโยชน์ในภาวะที่ประเทศไทยกำลังล่มสลายนี้ก็ต้องประสบกับการล้มละลายในวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ในประเทศสหรัฐ และก็ต้องเลิกกิจการไป ซึ่งผู้เขียนก็เชื่อว่าหากมีผู้ตั้งใจซ้ำเติมและทำร้ายประเทศในภาวะวิกฤตขณะนั้น เขาเหล่านั้นก็จะต้องได้รับผลกรรมในลักษณะเดียวกัน หรืออาจจะหนักกว่า เพราะปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่า กรรมตามทันแบบติดจรวด ไม่ต้องรอให้ถึงชาติหน้า
ทั้งนี้ มีผู้อ่านระดับอาวุโสให้ข้อคิดว่า แล้วธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีส่วนทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตในครั้งนั้นไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำเลยหรือ และถ้าหากเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันที่จะทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตเกิดขึ้นอีก ธปท.จะรับผิดชอบอย่างไร โดยมักอ้างเสมอว่า ธปท.จะต้องเป็นอิสระจากรัฐบาล ดังนั้นจะมีกลไกอะไรในการตรวจสอบ ธปท. เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาเหมือนกัน
เมื่อพูดถึง ธปท.แล้วก็อยากจะขอเตือนทั้งกระทรวงการคลัง และ ธปท. ว่า ความผันผวนในเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ไม่กี่สัปดาห์มานี้หลายอย่างได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ผู้เขียนเคยกล่าวไว้แล้วว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูง เนื่องจากสหรัฐที่มีการค้นพบน้ำมันและก๊าซ ที่เรียกว่า Shale Oil และ Shale Gas เป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศสหรัฐเปลี่ยนจากประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานมากที่สุดในโลก เป็นประเทศที่ส่งออกพลังงาน ซึ่งลดภาระการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศสหรัฐ อีกทั้งเป็นการลดต้นทุนทางพลังงานให้กับสหรัฐอย่างมาก เพราะปัจจุบันราคาก๊าซในสหรัฐอาจบอกได้ว่ามีราคาถูกที่สุดในโลก ทำให้ความมั่นใจในเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐเพิ่มขึ้น และมีการนำเงินทุนกลับไปลงทุนในสหรัฐ และสหรัฐเองก็มีแนวโน้มที่จะลดการอัดฉีดเงิน QE ลง และอาจจะยกเลิกไปในที่สุด ประกอบกับการอัดฉีดเงินในลักษณะเดียวกันของประเทศญี่ปุ่น เริ่มสร้างความกังวลและความไม่มั่นใจให้กับประชาชนชาวญี่ปุ่น อีกทั้งเศรษฐกิจของประเทศจีนก็เริ่มที่จะถดถอยไม่สามารถที่จะขยายตัวได้ในอัตราส่วนเดิม ซึ่งความผันผวนเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบมาให้กับประเทศไทยที่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่กี่สัปดาห์ก่อนยังกังวลกันว่ามีเงินไหลเข้ามามาก ค่าเงินบาทแข็งเกินไป จนต้องมีการคิดมาตรการชะลอเงินไหลเข้าพร้อมกับการลดดอกเบี้ยมาตรฐาน พอมาวันนี้มีเงินไหลออกอย่างรวดเร็ว ทำให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับประเทศไทยที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออก แต่ก็ต้องจับตาดูว่า การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศจะมีทิศทางอย่างไรต่อ ซึ่งทั้งกระทรวงการคลัง และ ธปท. จะต้องเตรียมพร้อมที่จะคิดมาตรการให้ทันท่วงทีที่จะรองรับกับความผันผวน ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้
เรื่องที่รัฐควรเร่งดำเนินการ คือ การลงทุนพัฒนาระบบคมนาคม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และเพื่อรักษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการเพิ่มรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ







