
กรมศุลฯรับมีขบวนการฟอกรถผ่านการประมูล
กรมศุลฯยอมรับมีขบวนการฟอกรถผิดกม.ผ่านการประมูลแต่ไม่มาก ขณะที่ดีเอสไอประสานดีลเลอร์นำเข้าร่วมตรวจสอบรถหรูคาดรู้ผลใน30วัน
กรมศุลฯยอมรับมีขบวนการฟอกรถผิดกม.ผ่านการประมูลแต่ไม่มาก ขณะที่ดีเอสไอประสานดีลเลอร์นำเข้าร่วมตรวจสอบรถหรูคาดรู้ผลใน30วัน
เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดเสวนา เรื่อง “อวสานรถหรูเลี่ยงกฎหมาย” โดยมี นายราฆพ ศรีศุภอรรถ รองอธิบดีกรมศุลกากร นายณันทพงศ์ เชิดชู ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สว.ราชบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คมนาคม และประธานคณะอนุกมธ.ตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่นด้านการคมนาคม วุฒิสภา พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วม
นายราฆพ กล่าวว่า รถจดประกอบหรือรถถอดประกอบ กรมศุลกากรตรวจพบว่าตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งได้มีการลักลอบนำเข้าลักษณะแยกชิ้นส่วนส่งมาทางเรือประมาณ 2 -3 เที่ยวเรือ และเมื่อมาถึงเมืองไทยก็ได้มีการประกอบขึ้นเป็นตัวรถ ดังนั้น ขั้นตอนของกรมศุลกากรจึงไม่มีการตรวจสอบพบ เพราะตามทฤษฎีไม่มีใครที่นำรถลักลอบเข้ามาเป็นคัน
ทั้งนี้ จากการเข้มงวดของการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า แต่ละปีมีการจับรถจดประกอบได้ 100-200 คัน ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายมองว่าเมื่อกรมศุลกากรสามารถตรวจจับรถที่นำเข้าผิดกฎหมายได้แล้ว ก็จะนำไปฟอกให้เป็นรถถูกกฎหมายด้วยการประมูล ขอชี้แจงว่ารถที่นำเข้าผิดกฎหมายจะถูกนำไปประมูลเพียง 30% ของรถที่ยึดได้ และจากราคาที่ได้รับการประมูลจะมีการแบ่งให้เจ้าหน้าที่ 30% และมอบเป็นรางวัลสำหรับการแจ้งเบาะแส หรือรางวัลนำจับ 25%
"รถหรูที่คาดว่าจะถูกนำมาฟอกให้เป็นรถถูกกฎหมายด้วยการประมูล ทางหน่วยงานจะมีการดองรถไว้ 1- 2 ปี เพื่อไม่ให้รถที่ถูกตั้งข้อสงสัยออกไปได้โดยง่าย และเมื่อมีการยึดรถที่ผิดกฎหมายทางกรมศุลกากรต้องเจอกับปัญหา คือ การเก็บรักษา เพราะยิ่งเก็บไว้นาน รถก็จะเสื่อมสภาพและราคาถูกลง อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่ากระบวนการฟอกรถยังมีอยู่ แต่มีไม่มากแล้ว"นายราฆพ กล่าว
นอกจากนี้ ในปี 2556 ที่ผ่านมา ทางหน่วยงานมีการจับรถนำเข้าผิดกฎหมายไปแล้ว รวม 121 คัน สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบในประเด็นการสำแดงราคานั้น หน่วยงานได้มีการตั้งราคารถไว้สูงกว่าที่นำมาแสดง 50% โดยเป็นไปตามเกณฑ์ของ WTO หากต่ำกว่าราคาที่ตั้งให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน และหากตรวจพบว่าไม่มีการเสียภาษีอย่างถูกต้องก็จะมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ส่วนการนำรถไปจดทะเบียนพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร กล่าวคือนำตัวถังรถเบนซ์ไปจดเป็นรถเฟอรารี่ ทั้งที่ไม่มีการนำเข้าจริง
นายณันทพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการนำเข้ารถหรู กรมขนส่งทางบกจะเป็นหน่วยงานปลายน้ำ แต่ถูกมองว่าเป็นจำเลยของสังคม เมื่อมีประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งนี้ ขอชี้แจงว่าขั้นตอนของการจดทะเบียนรถนั้น หน่วยงานจะพิจารณาเอกสารของรถ หากเป็นรถจดประกอบต้องผ่านการรับรองจากวิศวกรและตัวรถเป็นหลัก หากถูกต้องทางหน่วยงานก็จะรับการจดทะเบียนให้
“กรมขนส่งจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า รถที่นำมาจดนั้นเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือนำเข้าผิดกฎหมายหรือไม่ แต่หากรถคันใดไม่มีหลักฐานหรือเอกสาร จะไม่สามารถมาจดทะเบียนกับทางกรมการขนส่งทางบกได้อย่างแน่นอน”นายณันทพงศ์ กล่าว
สำหรับรถจดประกอบนั้น สามารถมาขอจดทะเบียนได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้สามารถทำได้ แต่ล่าสุดนั้นทางกระทรวงคมนาคมได้ออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศลงราชในกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมาย
โดยมีสาระสำคัญ คือ 1.รถที่ผ่านการตรวจสอบและได้ใบรับรอง และเป็นรถที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงต้องนำมาจดทะเบียนให้ถูกต้องภายใน 30 วัน นับตั้งแต่มีกฎกระทรวงประกาศใช้ และ 2.รถจดประกอบที่นำเข้าแต่ยังไม่ได้มีการผ่านการตรวจสภาพ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จและนำมาจดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ดังนั้น ภายใน 1 ปีหลังจากที่กฎกระทรวงคมนาคมฉบับดังกล่าวบังคับใช้ รถจดประกอบจะไม่สามารถจดทะเบียนได้อีก
ขณะที่ นายเกชา กล่าวว่า รถจดประกอบที่ดีเอสไอตรวจสอบเกือบ 500 คัน เชื่อว่า 90% เป็นรถไม่ถูกต้อง และเข้าข่ายผิดกฎหมาย และจากการตรวจสอบของกมธ. พบว่ามีรถกว่า 6,800 คัน อาจเข้าข่ายเลี่ยงระเบียบของกรมขนส่ง ปลอมเอกสาร ดังนั้น ภายหลังที่ดีเอสไอตรวจสอบแล้วเสร็จทางกมธ.จะเป็นเจ้าภาพเชิญหน่วยานที่เกี่ยวข้องหารือถึงประเด็นการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงหามาตรการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ที่นำเข้ารถและซื้อรถที่ถูกกฎหมายด้วย
ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้รถหรูหรือรถใหม่ที่มีราคา 4 ล้านบาทขึ้นไป ตามที่ดีลเลอร์เสนอขาย ดีเอสไอตรวจสอบมีจำนวน 548 คัน ซึ่งตอนนี้ได้ประสานไปยังผู้นำเข้ารถ ผู้แทนจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญและเครื่องมือที่ทันสมัยให้มาร่วมตรวจสอบ
ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าภายใน 30 วันจะแล้วเสร็จและทราบรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ส่วนกระบวนการสืบสวนและสอบสวนมีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับตำรวจด้วย ทั้งนี้ ดีเอสไอและอีก 7 หน่วยงานที่ร่วมกันตรวจสอบยืนยันว่าไม่ว่าใครที่อยู่เบื้องหลังหรือเป็นเจ้าของรถหรู ก็จะไม่ได้รับการปกป้อง







