
"อีสาน" แหล่งขุมทรัพย์แห่งใหม่ของไทย
รอยเตอร์สรายงานบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ของไทย โดยระบุว่าในขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เริ่มชะลอตัวลง ภาคอีสานกลับมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว
รอยเตอร์สรายงานบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ของไทย โดยระบุว่าในขณะที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เริ่มชะลอตัวลง ภาคอีสานกลับมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว
รายงานระบุคำกล่าวอ้างของนักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารบาร์เคลย์ส ว่า หากโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาทเกิดขึ้นจริง จะสามารถช่วยเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของภาคอีสานได้อีกด้วย
“ภาคอีสานเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนแห่งใหม่ของนักลงทุนและผู้บริโภค และหากมีระบบการขนส่งที่สามารถเชื่อมต่อกับจีนได้ก็จะกลายเป็นประตูดึงดูดการค้าการลงทุนสู่ประเทศไทย ไม่ใช่กรุงเทพฯ” ราอูล บาฆอเรีย นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารบาร์เคลย์ส กล่าว
นอกจากนี้ ภาคเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูขึ้นมาของภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรอยู่อาศัยมากที่สุด เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการขยายตัวของนโยบายประชานิยมของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาทิ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนรากหญ้าในภาคอีสานที่ให้การสนับสนุนทางการเมืองแก่พรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคอีสานเพิ่มถึง 40% ในช่วงปี 2007-2011 ในขณะที่กรุงเทพฯ มีการเติบโตเพียง 17% เท่านั้น นอกจากนี้มูลค่าการลงทุนของเอกชนในอีสาน ยังเพิ่มขึ้นถึง 49% ในปี 2012 จากปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในทุกภูมิภาค
เดิมทีนั้น ธนาคารโลกเคยระบุว่า อัตราความยากจนในไทยลดลงจาก 58% ในปี 1990 เหลือ 13% ในปี 2011 ทว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวประชากรของภาคอีสานในปี 2011 ยังคงต่ำกว่า 1 ใน 8 ของกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่า 1,600 เหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) ต่อปี
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจากนโยบายการอุดหนุนผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมของภาครัฐบาล อาทิข้าว แป้งมันสำปะหลัง และยางพารา มีส่วนช่วยเพิ่มอำนาจการซื้อให้แก่ประชาชนในภาคอีสานอย่างมาก โดยจากรายงานของผู้ส่งออก ชาวนาสามารถขายข้าวเปลือกในราคา 1.5หมื่นบาท ให้แก่รัฐบาล สูงกว่าราคาตลาดถึง 50% เลยทีเดียว
นอกจากนี้ นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ของ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งส่งผลให้ค่าแรงโดยเฉลี่ยในภาคอีสานเพิ่มขึ้นถึง 35% ยังทำให้แรงงานในกรุงเทพฯ จำนวนมากยินดีที่จะกลับไปทำงานในบ้านเกิดที่อีสาน เนื่องจากได้รับค่าแรงเทียบเท่ากับที่กรุงเทพฯ
ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ภาคอีสานดึงดูดนักธุรกิจให้เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงไม่นานมานี้ เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมในตอนกลางของประเทศเมื่อปี 2011
ท้ายที่สุด รายงานระบุว่า ภาคอีสานควรได้รับผลประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของโรงงานและศูนย์กลางการจัดจำหน่ายสินค้ามากขึ้น ในช่วงที่แผนการสร้างประชาคมทางเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2015-2016ใกล้เข้ามาถึง







