ผ่าหัวใจ"หมอพรทิพย์"โยกย้ายทำลายระบบ
หมออยากจะคุยกับ 4 คนในรัฐบาลนี้ ซึ่ง 3 ใน 4 คนนั้นคือคนที่ด่าหมอตั้งแต่คราวที่แล้ว ส่วนอีก 1 คนคือคนที่จัดการหมอในคราวนี้
โดย...ธนก บังผล
หลักฐานเพียงรอยนิ้วมืออาจนำไปสู่การคลี่คลายคดีอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายหลายคน แต่อาจไม่ใช่กับ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ยืนท้าพายุการเมืองทุกสารทิศมาหลายปี แต่มารัฐบาลนี้เธอได้รับหนังสือสั่งย้ายไปแขวนเป็นผู้ตรวจราชการ ยธ. เพื่อสลับมีดเปลี่ยนมือไปที่ พ.ท.นพ.เอนก ยมจินดา
“อย่างแรกก็คือในการทำงาน ในชีวิตไม่คิดว่าต่อไปจะเป็นอะไร คิดแค่ว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็ไม่คิดอะไรมาก” หมอพรทิพย์ เริ่มต้นบทสนทนา
ตลอดชีวิตข้าราชการของหมอพรทิพย์ เรียกได้ว่าสมบุกสมบันขึ้นเหนือลงใต้บ่อยครั้ง ผ่าศพมามากมายหลายสภาพ เมื่อมีคดีอุ้มฆ่าเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจการเงินเป็นที่ฮือฮา ก็ทำให้หลายคนนึกถึง “หมอพรทิพย์” ขึ้นมาอีกครั้ง
“หลักของความสงสัยคดีที่เกิดขึ้นมีปัญหาอยู่แล้ว เพราะผู้ตายมีปัญหากับตำรวจและรัฐบาล เพราะฉะนั้นการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ต้องทำด้วยความรอบคอบโปร่งใส ไม่ใช่เหมือนว่ากดดันคดี เพราะการใช้นิติวิทยาศาสตร์ต้องมีอิสระ” อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทย์ฯ แนะนำ
“ถ้าพูดกันตรงๆ นายเอกยุทธถือเป็นตัวอย่างของคนที่สู้กับอำนาจรัฐ จะเป็นฝั่งอะไรก็ช่าง แต่เมื่อมีการตาย เจ้าหน้าที่รัฐและการเมืองต้องระวังต่อการเข้าไปก้าวก่าย ระวังต่อการที่จะถูกมองว่ามันทำไม่สุด”
หมอพรทิพย์บอกกับสื่อก่อนหน้านี้ว่า คดีนี้ถือเป็นฆาตกรรมอำพราง ซึ่งตำรวจไม่ควรสืบทางโทรทัศน์ โดยตำรวจจับผู้ต้องหามาแถลงทีนึง เมื่อมีผู้ต้องสงสัยก็กลับไปหาหลักฐานมาเพิ่มอีกที ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ประเด็นต่อมาคือ ข้อมูลและหลักฐานอื่นๆ เช่น ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของผู้ต้องหาทางเจ้าหน้าที่กลับไม่ทำให้ปรากฏออกมา
หมอพรทิพย์ทิ้งมีดชันสูตรศพ หันมาชำแหละเบื้องหลังการโยกย้ายเข้ากรุที่ “สะเทือนใจ” ครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเธอเชื่อว่ามีสาเหตุจากฝ่ายการเมืองไม่พอใจ
“ใช่ค่ะ สิ่งที่ชัดมากก็คือ เรื่องความเข้าใจผิดหรืออาจจะเป็นความตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น อย่างเรื่องเสื้อแดง หมอไม่บริโภคสื่อทั้งเหลืองและแดง แต่เรารู้ว่าเขาเกลียด เรื่องที่สองคือการได้หนังสือจาก สตช. เรื่องต้องการให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกฯ ที่ผ่านทุกระบบ กับการจัดการศพนิรนามซึ่งตำรวจเข้าใจผิด เราเพียงแต่จะชวนคุยหารือว่าจะแบ่งงานช่วยกันอย่างไร แต่เขาไม่เคยยอมมาคุย
...อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งได้ฟังจากผู้ใหญ่มาว่าตำรวจไม่พอใจการทำงานของหมอแบบนี้ที่ใช้นิติวิทยาศาสตร์เชิงความมั่นคงแล้วประสบความสำเร็จ เพราะทุกคนบอกว่าหมอพรทิพย์ควรทำหน้าที่แค่เก็บแล้วก็ตรวจ ไม่ควรวิเคราะห์ หมอมองว่านี่ไม่ต้องใช้ปัญญาเลยหรือ ในเมื่อเรามีปัญญา เราก็เอาปัญญานั้นมาสร้างประโยชน์ ซึ่งผู้ใหญ่บอกเลยว่าเขาเกลียดมาก”
การโยกย้ายคราวนี้ หมอพรทิพย์เชื่อว่ายังโยงใยไปยังเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศด้วย จากมูลเหตุที่รัฐบาลแห่งรัฐสลังงอร์เคยเชิญเธอผ่านทางกระทรวงยุติธรรมให้ทำหน้าที่เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแสดงความเห็นต่อคณะกรรมการสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของ เตียว เบ็ง ฮก ผู้ช่วยนักการเมืองฝ่ายค้านวัย 29 ปี
สำหรับ เบ็ง ฮก เข้าไปเกี่ยวพันกับการคอร์รัปชันของนักการเมืองกลุ่มพรรคฝ่ายค้าน จนถูกอุ้มไปสอบสวนและกลายเป็นศพในวันถัดมา มีการเบี่ยงประเด็นให้เป็นเรื่องฆ่าตัวตาย คัดค้านความรู้สึกของคนมาเลย์
“มันคงถึงเวลาที่จะเล่าได้แล้วล่ะ” เธอเกริ่นก่อนเล่ารายละเอียดให้ฟัง
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศมาเลเซีย ในปี 2552 มีคดีมาจากมาเลเซียซึ่งติดต่อผ่านเข้ากระทรวง ทางปลัดก็อนุญาต ศาลทางนู้นก็ยินยอมกรณีการตายปริศนาของมาเลเซีย ตอนนั้นหมอไม่ทราบว่าเป็นการเมือง ที่สำคัญคือเราก็ต้องไปขึ้นศาลมาเลเซียแล้วก็เป็นดุลยพินิจของศาลมาเลเซีย ซึ่งอนุญาตให้ทำคดีนี้ ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นทำให้รัฐบาลมาเลเซียไม่ชอบหมอ เพราะมันเป็นคดีการเมือง”
“หลังจากเราทำคดีนั้นแล้ว ช่วงนั้นก่อนการเลือกตั้งของมาเลเซีย ทนายความของคุณอันวาเชิญเราไปวิเคราะห์คดีหนึ่ง เราก็ตอบว่าเราไม่ไปเพราะการเมืองคุณแรง โดยธรรมชาติเราทำงานบนหลักความยุติธรรม แล้วคดีนั้นก็มาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ความเป็นธรรมมันไม่เข้าใครออกใครนะ นั่นคืออุดมการณ์เรา ถ้าจะผิดจะถูกก็ให้ประชาชนว่ามาสิ หมอไม่เลือกจนหรือรวย ใหญ่ไม่ใหญ่ ปรากฏว่าเราเจอความผิดปกติในการตรวจดีเอ็นเอ”
ผลสืบจากศพคราวนั้น หมอพรทิพย์พิสูจน์ว่า การเสียชีวิตของผู้ช่วยนักการเมืองฝ่ายค้านไม่ได้เกิดจากการฆ่าตัวตาย แต่เป็นการฆาตกรรม!!
“เราก็ให้คำแนะนำแต่ไม่ไปขึ้นศาล และนำมาซึ่งการต่อสู้จนศาลพิพากษายกฟ้อง ก็เลยทำให้เขากระโดดลงเวทีเลือกตั้ง ตรงนี้ก็เลยเป็นการตอกฝาโลงหมอ คือผู้บริหารในรัฐบาลนี้มีสัมพันธ์อันดีมากๆ กับรัฐบาลมาเลเซีย แล้วเขาก็เกลียดหมอมาก”
และเพื่อเป็นการยืนยัน หมอพรทิพย์เปิดไอแพดให้เราดูเอกสาร “ลับที่สุด” ฉบับหนึ่ง ที่ส่งมาล่าสุดก่อนจะมีคำสั่งเด้งเธอ ต้นทางมาจากกระทรวงต่างประเทศ ปลายทางถึงรองนายกรัฐมนตรีของไทย
“ทาง ครม.มีหนังสือมาถึงกระทรวงว่ามาเลเซียไม่แฮปปี้กับหมอ ทั้งที่เรามองว่ามันคนละประเทศกัน มันเกี่ยวอะไรกับเรา คือการตอกฝาโลงเลยว่าในเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ต้องมีเรื่องการเมือง เขา (รัฐบาล) ก็แค่ลดกระแสสังคม เดี๋ยวจะหาว่ามาแกล้งหมอย้ายให้เป็นผู้ตรวจ เขาเลยให้เป็นที่ปรึกษาสถาบันนิติวิทย์ฯ ด้วย นี่ทางกระทรวงเขาบอกมานะ หมอมองว่าถ้าเขาพูดกับมาเลเซียแล้วก็ต้องทำ ไม่งั้นมันก็เหมือนไม่รักษาสัญญา”
ในฐานะที่เป็นผู้ปลุกปั้นสถาบันนิติวิทย์ฯ ขึ้นมา หมอพรทิพย์วิเคราะห์ว่า สังคมยังไม่รู้ว่าสถาบันนิติวิทย์ฯ ยังไม่เข้มแข็ง แม้จะผ่านเวลามาถึง 10 ปีแล้ว
“พอเปิดขึ้นมาแล้วเราก็ต้องสร้างให้เขาเข้มแข็ง แต่วันนี้การโยกผู้บริหารเกลี้ยงเลยค่ะ คิดได้ไม่ยากค่ะว่าเขาไม่ได้เห็นความสำคัญของกรมนี้เลย จะเป็นได้แค่ไหน เพื่อการประคับประคองให้ยืนได้จริงๆ กับสองตรงกันข้ามเลยก็คือ คุณต้องการให้มันพัง ณ วันนี้ สิ่งที่เห็นเราไม่แน่ใจว่าการเมืองคิดอะไรกับหน่วยงาน ส่วนถ้าจะถามว่าการเมืองคิดอะไรกับหมอพรทิพย์ มันก็ชัดอยู่แล้วว่า เขาไม่ชอบ”
“ตลอดเวลาหมอใช้คำว่าสะเทือนใจ เพราะอันนี้ไม่ใช่ปัญหาครั้งแรก แต่เราก็ไม่ได้ผูกติดตำแหน่ง เราจึงไม่ได้เสียใจเรื่องนี้ เพียงแต่สะเทือนใจ พอเราไม่มีอารมณ์แล้วมันก็จะคิดทุกช็อตออก ถ้ามีอารมณ์ก็จะยึดติดย้ายฉันทำไม อย่างที่บอกกรมนี้ไม่มีค่า ต้องการให้มันต้องตาย งานของเราคุณก็ไม่เห็นว่ามีค่าเลย แต่ว่ามันไม่ได้สำคัญกับเรา เพราะว่างานเรามีค่าที่ตัวมันอยู่แล้ว คุณไม่เคยรู้ว่าหมอพรทิพย์ทำอะไร นักการเมืองผู้บริหารทั้งหลายได้แต่ฟัง นั่งคุยกันบนโต๊ะ ฟังการนินทากาเล ไม่เคยเดินออกไปพื้นที่จริง การที่คุณทำเช่นนี้บอกเลยว่าสงสารประเทศไทย”
“หมอไม่เคยผูกใจเจ็บกับใครเลย แต่ขณะเดียวกันหมอก็ไม่กลัวใครเหมือนกัน” เธอย้ำ
แม้ว่าหมอพรทิพย์จะไม่เอ่ยถึงชื่อผู้มีอำนาจที่โยกย้ายเธอพ้นเก้าอี้ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่ปฏิเสธเมื่อถามถึงชื่อรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง
“จริงๆ แล้วหมออยากจะคุยกับ 4 คนในรัฐบาลนี้ ซึ่ง 3 ใน 4 คนนั้นคือคนที่ด่าหมอตั้งแต่คราวที่แล้ว ส่วนอีก 1 คนคือคนที่จัดการหมอในคราวนี้ ถ้ามีโอกาสคนเราควรจะคุยกัน เราไม่ได้โกรธเขา แต่เราอยากรู้ว่าเวลาเจอหน้ากันตรงๆ คุณจะพูดอะไร บุคคลผู้เจริญไม่ควรพูดถึงคนอื่นลับหลัง ที่มันสร้างกรรมไม่ดี”
หน้าที่หลังจากนี้ ในฐานะที่ปรึกษาสถาบันนิติวิทย์ฯ หมอพรทิพย์บอกว่า ยังสามารถให้คำแนะนำได้ แต่ว่าจะไม่มีเครื่องมือ อุปกรณ์ โดยจะใช้ความรู้ความสามารถที่มีวิเคราะห์ให้เห็นว่าตรงไหนมีจุดที่ต้องสังเกต หากจะพิสูจน์ต้องทำอย่างไร แต่ว่าจะส่งทีมช่วยไม่ได้แล้ว ผู้เสียหายต้องมาร้องที่สถาบันนิติวิทย์ฯ และให้ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทย์ฯ เป็นผู้เห็นชอบอนุญาต
ท่ามกลางพายุกิเลสของนักการเมือง หลักตั้งมั่นเดียวของหมอพรทิพย์ ที่ทำให้สติไม่กระเจิงคือธรรมะ
“ยังปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด เพราะว่าเป้าหมายชัดเจนคือนิพพาน ฉะนั้นมารจะต้องตัวใหญ่และถี่ ศาสนาพุทธนี่เหมือนเตือนสติเอาไว้ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจก็ต้องสะสมกรรมดีให้มากที่สุด”
“ในชีวิตหมอ หมอเคยเขียนหนังสือได้เงินมากที่สุด 3 ล้านบาท เป็นเบสต์ เซลเลอร์ ตอนนั้นมีคนมาบอกให้เปิดบริษัท เพื่อจะได้ลดภาษี คนอื่นทำ แต่หมอพรทิพย์ไม่ทำ เพราะพ่อสอนว่าแค่คิดโกงก็ผิดแล้ว หมอไม่ใช่ข้าราชการที่วิ่งเข้าหาเพื่อเอาประโยชน์ แต่ว่าถ้าเขาคิดสิ่งดี หมอพร้อมจะช่วยผลักดันเป็นเครื่องมือ หมอเป็นข้าราชการ ณ วันนี้ มันกระทบข้าราชการมากมาย ไม่ว่าอะไรก็ตามแต่ การได้มีโอกาสบริหารบ้านเมือง เหมือนมีโอกาสทำดีดับเบิล คิดแบบนั้นอาจทำให้ความแตกแยกในไทยลดลงนะ ไม่ใช่เข้ามาบริหารแล้วจะกอบจะโกยจะแก้แค้น มันไม่ง่ายที่จะขึ้นไปนั่ง ใช้โอกาสนั้นทำในสิ่งที่ดีที่สุดไม่ดีกว่าหรือ แล้วหมอคือข้าราชการที่ไม่มีวันแข่งกับคุณ ชอบเป็นข้าราชการแบบนี้ แล้วก็ไม่หวังตำแหน่งด้วย เพราะฉะนั้น อย่าระรานเกินไป เรามีศักยภาพอะไรมากเกินกว่าจะเก็บไปเป็นผู้ตรวจ” หมอพรทิพย์ ระบายความรู้สึก
นิติวิทยาศาสตร์ช่วยดับไฟใต้
หัวใจหลักของนิติวิทยาศาสตร์ทางอาชญากรรมคือการพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้ต้องสงสัยนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์หรือเป็นคนร้าย ซึ่งฐานข้อมูลดีเอ็นเอที่ผ่านมา 10 ปีของประเทศไทยถือว่ายังล้าหลังประเทศอังกฤษประมาณ 30 ปี
“ปริมาณงานของเรานั้นเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2546 เพราะฉะนั้นฐานข้อมูลเราเฉียด 1 แสนคนแล้วใน 10 ปี แต่ขึ้นอยู่กับงบประมาณ หนึ่งคือในคดีอาชญากรรมทั่วไป ตรงนี้พนักงานสอบสวนใครร้องขอมาก็ได้หมดเลย สองคือเข้าไปช่วยในกรณีพิสูจน์สัญชาติ พวกนี้คือพวกประชาชนชายขอบที่ยากจนที่ไม่มีใครดูแลเราทำให้หมด และสามคือคดีอาชญากรรมทางใต้”
ด้านการพัฒนานิติวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนงานอื่นๆ โดยเฉพาะการพัฒนาด้านความมั่นคง ที่หมอพรทิพย์บอกว่าใช้หลักคิดของหมอมองคนไข้
"ภาคใต้มันป่วยหลายอวัยวะ เราก็เอาตรงนี้ไปช่วยจับว่าเกิดอะไรขึ้นทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้ได้โมเดลในการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งไม่มีในโลกนี้ นั่นก็คือกระบวนการทำงานมีอยู่ 2 หน่วยงานใหญ่ที่ได้อำนาจทางกฎหมาย แรกคือ สตช. ซึ่งใช้ ป.วิ.อาญา ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะมีการเก็บพยานหลักฐาน ขณะเดียวกันที่มากกว่า ป.วิ คือทหาร เวลาทหารเข้าปิดล้อมตรวจค้นปะทะ คนร้ายเจ็บ หนี หรือตาย หลักฐานตรงนี้มันมาตรงกับทางตำรวจ ซึ่งตรงนี้เคยไม่มีในโลก วิเคราะห์ในสิ่งที่เราเห็นทั้งสองด้านว่าจะมีอะไรเป็นตัวเชื่อม ใช้กฎหมายทางทหารคือกฎอัยการศึกไปเชิญตัว ตรงนี้ทำให้เราได้วงจรของการปฏิบัติงาน ตัวที่จะบอกว่าใครคือดีเอ็นเอเท่านั้น ตรงนี้ก็เป็นโมเดลแรกในโลก ซึ่งโมเดลนี้ต้องบูรณาการกันทุกหน่วย"
โมเดลนี้ทำงานได้ใน 3 มิติ คือ 1.พิสูจน์ทราบว่าแต่ละคนก่อเหตุมากน้อยขนาดไหน ซึ่งอาชญากรรมทั่วไปทำไม่ได้ เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานให้มีประโยชน์สูงสุด 2.นำความเชื่อมโยงมาวิเคราะห์ขยายไปพิสูจน์ทราบได้ทั้งทางทหารและตำรวจ ยกตัวอย่างเอานิติวิทยาศาสตร์ไปประกบ ตรวจดีเอ็นเอ แล้วขยายผล ถ้าไม่ขยายผลศาลก็ยกฟ้อง 3.ทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้ จากกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์
หมอพรทิพย์ได้ยกตัวอย่างการวิเคราะห์ของนิติวิทยาศาสตร์ช่วยทำนายเหตุความรุนแรงวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมาได้ กรณีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกว่า 50 คน แต่งกายเลียนแบบทหารบุกเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการ กองร้อยปืนเล็กที่ 2 สังกัดหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 กองทัพเรือ ซึ่งตั้งอยู่ในสวนยางพารา ริมถนนบ้านยือลอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อช่วงเวลา 01.00 น. โดยมีหลักฐานเชื่อมโยงมาจากเหตุยิงครูชลธี เจริญชล ที่โรงเรียนบ้านตันหยง ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ เสียชีวิต
“พอไปตรวจดีเอ็นเอที่เกิดเหตุ แล้วเอาไปวิเคราะห์ ข้อมูลปรากฏว่าแต่ละคนนั้นก่อเหตุเยอะแยะมาก เราสามารถบอกในเชิงวิทยาศาสตร์เอาไปซ้อนกันในเชิงกายภาพ คือคนพวกนี้เคยถล่มค่ายทั้งนั้น ก็แสดงว่าเขากำลังรวมตัวกันเตรียมถล่มค่าย ส่วนในทางกายภาพนั้นคือเขาเจอแผนผังค่าย เพราะฉะนั้นในเชิงนิติวิทยาศาสตร์ด้านความมั่นคงเป็นที่แรกในโลก คือเราใช้สามมิติ พิสูจน์ความผิดให้ได้หมด ทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ เพียงแต่ว่าพอเราเข้ามาช่วยตรงนี้แล้วทำให้หมอถูกย้าย”
"การเมืองทิ่ม ตำรวจแทง"ไขข้อสงสัยคดีเหลือง-แดง
สำหรับสถาบันนิติวิทย์ฯ หมอ พรทิพย์ ยอมรับว่า ในช่วงปี 2543 ที่มีการปฏิรูประบบราชการ โดยให้แยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) โครงสร้างเริ่มต้นตอนนั้นคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องมาทำงานร่วมกัน แต่ตำรวจก็ไม่มา การตั้งสำนักนิติวิทย์ฯ จึงเริ่มต้นอย่างตะกุกตะกัก ทุลักทุเลไปตามยถากรรม พร้อมกับรอยร้าวระหว่างตำรวจ ผู้บริหารทั้งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและปลัดกระทรวง ไม่เคยบอกว่าควรทำอย่างไร แล้วก็เป็นจุดที่ตำรวจตีมาจนถึงทุกวันนี้ ปีที่ 10 เพราะตอนที่มาผู้บริหารไม่ได้ชี้แนะ
“อย่าลืมว่าหมอไม่ได้เป็นคนที่จะมาตั้งเอง เพราะฉะนั้น ระบบของต่างประเทศเป็นอย่างไร เราก็พัฒนาให้ส่วนของนิติวิทย์ฯ เป็นเช่นนั้น หลายประเทศเฉพาะที่ประเทศทางยุโรปทั้งหมดสำนักนิติวิทย์ฯ อยู่กับ ยธ. ไม่ได้อยู่กับตำรวจ แต่ในเอเชียเกือบทั้งหมดอยู่กับตำรวจ เพราะฉะนั้น โครงสร้างเราก็ไม่ได้ทำอะไรกับมัน
ส่วน พ.ร.บ.มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ถูกแก้โดยอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ รองปลัด ยธ.ขณะนั้น โดยที่หมอก็ไม่รู้ว่าไปแก้ไขอย่างไร ซึ่งในตอนหลังถึงมาทราบว่า พ.ร.บ.มาตรฐานฯ นี้ไปล้อกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ของแพทย์ เลยกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ พ.ร.บ.มาตรฐานฯ นี้ต้องตกไปในที่สุด แล้วมันก็ เป็นตราบาปกับหมอมาจนทุกวันนี้ ว่าหมอ พรทิพย์ไปสร้างความเกลียดให้กับคุณหมอ”
อีกภารกิจหนึ่งที่หมอพรทิพย์พยายามผลักดันมาตลอดคือ ศูนย์พิสูจน์ศพบุคคลนิรนาม
“ตั้งแต่เริ่มต้นเราไม่สามารถเชิญตำรวจมาคุยได้ พูดง่ายๆ ว่าทันทีที่สถาบันนิติวิทย์ฯ เกิด ความเกลียดของตำรวจก็วางรากฐานเลย วิธีแก้ปัญหาตอนนั้นเป็นวิธีคิดของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัด ยธ. ว่าทางที่จะเอาตำรวจมาทำงานนั้น ต้องเอากฎหมายมา แก้กัน โดยให้สำนักกิจการยุติธรรมออกระเบียบสำนักนายกฯ
“แต่ระเบียบสำนักนายกฯ เข้าไปแล้วก็พับเก็บไว้ ซึ่งตอนนั้นคือช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พอเปลี่ยนเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร่างนี้ก็ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากผ่าน ครม. ก็เข้ากฤษฎีกา
“ผ่านไป 2 ปี แล้วก็เพิ่งออกมาเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ซึ่งโดยปกติแล้วกฎหมายพวกนี้ต้องไปเลย แต่ปรากฏว่าก่อนหมอถูกย้าย 3 วัน ก็ได้รับหนังสือจากรองนายกฯ ส่งมาถึง ยธ. แล้วก็ส่งมาที่สถาบันนิติวิทย์ฯ ว่า สตช. มีหนังสือส่งมาเพื่อให้ถอนร่างนี้ออกไป”
“เหตุผลที่ สตช.ระบุมา คือเป็นการผิดระบบบริหารที่ให้ ยธ.ไปสั่งตำรวจ ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้เขียน อีกประเด็นคือ ตำรวจบอกว่าถ้าหากรัฐบาลจะสนับสนุนหน่วยงานที่ตำรวจมีอยู่แล้วให้เอางบนั้นมาให้ตำรวจ หนังสือนี้เห็นมาก่อนหมอถูกย้าย 3 วัน เพราะฉะนั้น เรื่องนิรนามในส่วนของระบบไม่คืบค่ะ แต่ในส่วนของวิชาการนั้นคืบ” หมอพรทิพย์ โยงปัญหาให้เห็นภาพ
ถามถึงการทำงานที่ผ่านมา พญ.พรทิพย์ ร่ายยาวในคดีที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง เธอยืนยันว่า ไม่ฝักใฝ่ทั้งสีเหลืองและสีแดง ไม่ชอบการไม่เคารพกฎกติกา นิยมการใช้ปัญญาแก้ปัญหามากกว่าการใช้กำลัง และที่ผ่านมาไม่เคยร่วมประท้วงการเมืองตั้งแต่เป็นนักศึกษา
“การทำงานมันเริ่มจากการที่เสื้อเหลืองคือน้องโบ สื่อเสนอข้อมูลจำกัด และบางส่วนบิดเบือน ความจริงคือแพทย์เข้าไปปฏิบัติงานเหมือนกรรมการสิทธิ ข้อมูล ของแพทย์ทั้งโรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลจุฬาฯ ให้ความเห็นตรงกันหมด คือบาดแผลเกิดจากกระสุนแก๊สน้ำตามันมีรอยค่ะ แต่เวลาสื่อลงมันเหลือชื่อพรทิพย์ เพราะฉะนั้น เสื้อแดงก็พุ่งเป้าเกลียดมาที่หมอพรทิพย์”
“ทีนี้สื่อมันแคบ เขาบริโภคแต่สื่อของเขา เขาไม่ได้เห็นว่าหมอก็ถูกเสื้อเหลืองด่า อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เคยด่าหมอ พอมาถึงเสื้อแดงเหมือนกันค่ะ ไม่มีใครชอบการประท้วงที่ใช้พละกำลัง ในขณะเดียวกันหมอก็เป็นหน่วยงานรัฐหน่วยหนึ่ง ซึ่งในยุคนั้นต้องย้อนกลับไปเลยว่าประชาชนใช้สติหรือใช้อารมณ์ รัฐบาลสั่งตำรวจไม่ได้ก็ไปใช้หน่วยอื่น ถามว่าเราเป็นหน่วยงานรัฐบาลมีสิทธิไม่ปฏิบัติตามรัฐบาลไหม ไม่ได้ แต่รัฐบาลทุกยุคที่ผ่านมาไม่เคยสั่งซ้ายหันขวาหันเลย ไม่ว่าจะไทยรักไทยหรือประชาธิปัตย์ เพียงแต่ว่าเขาจะใช้เราหรือไม่ใช้ เพราะฉะนั้น ตอนเสื้อแดงรัฐบาลสั่งให้เข้าไปเพื่อรายงานเราก็เข้าไป แต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และทีมทั้งหมด ก็เหมือนข้ามช็อต ไม่ใส่ใจในประเด็นเหล่านี้ ผลมันก็มาตกที่หมอไง คุณให้ไปดู เราก็ไปดูความเป็นไปได้ หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่เขาไม่ทำอะไรเลย”
หมอพรทิพย์ เล่าต่อถึงการชันสูตร 6 ศพ วัดปทุมวนาราม
“นี่เป็นเรื่องใหญ่มากที่สุด คือการตรวจบริเวณเต็นท์ที่วัดปทุมวนาราม เราถูกสั่งให้ไปตรวจ เราก็ไปพร้อมกรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วก็สัมผัสได้ว่าใครเคลื่อน ใครไม่เคลื่อน แล้ว 6 ศพ ต้องบอกเลยว่าภาคประชาชนอย่าหูเบา หมอคือคนที่ชี้ให้ญาติดูว่าที่พุงของน้องเกดนั้นมีกระสุนนะ ตอนที่หมอออกมาจากตรงนั้น กระสุนยังอยู่ที่พุงน้องเกด แต่ทำไมในรายงานการชันสูตรศพไม่มี
...ต้องไปดูว่ามูลนิธิทำหายหรือคุณหมอสถาบันนิติเวชทำหล่น หรือพนักงานสอบสวนทำหล่น ถูกไหม แต่ปรากฏว่าพูดไปพูดมาทุกคนมาโกรธหมอ ว่าหมอเอากระสุนไปจากศพ เพราะอะไร ก็เพราะฤทธิ์สื่อไง นำเสนอแล้วมันขาดเป็นท่อนๆ ขอให้ลงเต็มๆ อย่างนี้เลยว่าตอนที่หมอเดินออกจากวัดปทุมฯ กระสุนยังอยู่ที่ศพ ต้องถามว่าพนักงานสอบสวน มูลนิธิ หรือคุณหมอ นิติเวช ใครทำกระสุนหายไป”
“สิ่งที่เขาก่นด่าหมอ เขาไม่ดูหรือว่าถ้าหมอไม่ทำอย่างนี้ เขาถูกรัฐบาลอภิสิทธิ์จัดการไปแล้ว เพราะตำรวจสรุปว่าคนตายมีเขม่าดินปืนที่มือ แสดงว่าคนตายไปยิง แต่ทีมเราเป็นคนไปตรวจว่าไม่มีเลย เพราะฉะนั้น อย่ามากล่าวหา ทำไมหมอกลับถูกด่า นั่นทำให้เห็นว่าตลอดเวลาหมอเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีวันที่ใครจะสั่งซ้ายหันขวาหัน ทำงานตามหน้าที่ สั่งให้ทำคือทำ” หมอพรทิพย์ ทิ้งท้าย


