
เปิดตำราดูพระสมเด็จฉบับ 'เซียนป๋อม'
ออกตัวว่าไม่ถึงขั้น
“เซียนพระ” แต่ประสบการณ์กว่า 40 ปี ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงพระเครื่อง ซึ่งเจาะจงสนใจเป็นพิเศษกับพระสมเด็จ องค์พระประธานของชุดเบญจภาคี โดยเฉพาะจากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และวัดบางขุนพรหม ก็ทำให้ “อาป๋อม” เป็นที่รู้จักในวงการด้วยศรัทธาใน
“ปฏิปทา” หรือแนวทางปฏิบัติของ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ทำให้เริ่มหันมาสนใจพระสมเด็จตั้งแต่สมัยที่ราคาหมื่นสองหมื่นจนปัจจุบันราคาสูงหลายสิบล้านบาท จนทำให้ “อาป๋อม” ยึดมาเป็นอาชีพเสริมเลี้ยงครอบครัวมาจนถึงปัจจุบัน“
พอเริ่มทุกข์ เศรษฐกิจเริ่มถดถอยก็เอาให้คนอื่นได้เช่าบูชาปีหนึ่งปล่อยประมาณ 34 องค์ ให้เช่าในราคาไม่แพง กับพรรคพวกเพื่อนฝูงคนเข้าใจ คนศรัทธาที่เชื่อว่าได้จากเราเป็นของดี ไม่คิดกำไร แค่พออยู่ได้ อย่างที่ปล่อยไปหลักแสนสำหรับวัดบางขุนพรหม ราคาตลาดสูงถึง 23 ล้านบาท”ทุกวันนี้
“อาป๋อม” มีพระสมเด็จอยู่ในครอบครองทั้งหมด 7 องค์ ซึ่งจะสับเปลี่ยนมาคล้องคอติดตัวไปไหนมาไหน ขณะที่คอยเสาะแสวงหาพระใหม่ที่มีมาให้พิสูจน์สายตาเซียน ที่เจ้าตัวท้าว่าสามารถแยกพระสมเด็จแท้ 1 องค์ในพระปลอม 99 องค์ ด้วยตาเปล่าภายใน 10 นาที“
ที่มั่นใจเพราะอาดูพระสมเด็จไม่เหมือนคนอื่นเขา แต่ดูศิลปะ อาเป็นตำรวจ ดูสิ่งที่เขาเรียกว่า ศิลปะ รูปแบบของการแกะแม่พิมพ์ เหมือนพิสูจน์เอกลักษณ์ เพราะคนทำแม่พิมพ์มีเพียงคนเดียวคือ หลวงวิจารณ์เจียรนัย ทำให้พิมพ์เขามีเอกลักษณ์”พร้อมกันนี้ ได้แนะนำเคล็ดลับว่า การดูพระสมเด็จจะดูพิมพ์อย่างเดียวไม่ดูศิลปะไม่ได้ เพราะหลักวิทยาศาสตร์ส่วนผสม ปูน ตังอิ๋ว ที่ผิดส่วนผสมกันย่อมทำให้มีความแตกต่าง ดังนั้นการดูเฉพาะแม่พิมพ์จำตำหนิตรงนั้นถือว่าไม่ผ่านจุดสุดยอดการแยกพระสมเด็จ
ยิ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยิ่งทำให้ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ทั้งการทำภาพเชิงซ้อนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ หากพระมาจากแม่พิมพ์เดียวกันต้องเข้ากันเกือบทุกจุดมากกว่า 80% ขึ้นไป
นอกจากนี้ กรุบางขุนพรหมต้องมีขี้กรุ ซึ่งต้องขุดมาพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ มวลสารวัตถุธาตุ ทุกองค์จะเหมือนกัน อันนี้ได้มาจากการสืบสวนของเอฟบีไอ ดินติดรองเท้าผู้ต้องหาย่อมแตกต่างกัน
ที่สำคัญการทำพระปลอม กับพระแท้ วิธีเริ่มต้นเหมือนกัน แต่เมื่อจะทำพระปลอมให้เก่าต้องเร่งด้วยการนำไปอบ ฝัง ไล่ของเหลวในส่วนผสมองค์พระให้เหือดแห้งโดยเร็ว แต่ถ้าแท้การระเหยปกติเป็นร้อยปี จะทำให้ความหนาแน่นสูง น้ำหนักพระจะหนักไม่เบาเหมือนพระเก๊ เสียงกังวาน
ทว่า แม้จะผ่านประสบการณ์มาโชกโชน ทุกวันนี้เขาก็ยังต้องศึกษาหาข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการเรียนรู้ ระหว่างของจริงกับของปลอม ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า ใครไม่เคยโดนพระเก๊ อย่ามาคุยว่าเป็นนักเลงพระ!!!







