
พระผู้แสดงธรรมได้วิจิตร (ตอนจบ)
ท่านผู้อ่านที่เคารพ MQ ได้นำเอาเรื่องของพระกุมารกัสสปะ ซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในด้าน “แสดงธรรมได้วิจิตร”
ท่านผู้อ่านที่เคารพ MQ ได้นำเอาเรื่องของพระกุมารกัสสปะ ซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในด้าน “แสดงธรรมได้วิจิตร” มาคุยกันหลายตอนแล้ว วันนี้ขอนำเรื่องการแสดงธรรมของท่านมาฝากเป็นตอนจบ ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องการโต้ตอบระหว่างท่านพระกุมารกัสสปะกับพระเจ้าปายาสิผู้มีความเห็นผิด ไม่เชื่อว่าบุญบาปมีผล เป็นต้น พระกุมารกัสสปะสามารถตอบคำถามจนทำให้พระเจ้าปายาสิยอมรับ ความมีต่อ โดยย่อดังนี้ ...
พระเจ้าปายาสิ : ท่านกุมารกัสสปะ กล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้นข้าพเจ้ายังไม่อาจจะเปลี่ยนความคิดที่ผิดนี้เสียได้ ก็เพราะพระราชาทั้งหลายทรงรู้จักข้าพเจ้าว่ามีทิฐิเชื่อว่าโลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ถ้าข้าพเจ้าเปลี่ยนความคิดเสียก็จักมีผู้ว่าข้าพเจ้าได้ว่าช่างโง่เขลาเหลือเกิน เชื่อในสิ่งที่ผิดมาโดยตลอด ข้าพเจ้าก็จักคงความเชื่อนั้นไว้
พระกุมารกัสสปะ : ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวาย นักเลงสกาสองคนเล่นสกากัน คนหนึ่งกลืนกินเบี้ยแพ้ที่แล้วๆ มาเสีย นักเลงสกาคนที่สองได้เห็นนักเลงสกานั้นกลืนกินเบี้ยแพ้ที่แล้วๆ มา จึงพูดว่า ดูกรสหายท่านชนะข้างเดียวท่านจงให้ลูกสกาแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักเซ่นบูชา นักเลงสกาคนนั้นรับคำแล้ว จึงมอบลูกสกาให้นักเลงสกานั้น นักเลงสกาคนที่สองเอายาพิษทาลูกสกาแล้วพูดว่า มาเถิดสหายเรามาเล่นสกากัน แล้วนักเลงสกาเหล่านั้นเล่นสกากันเป็นครั้งที่สอง แม้ในครั้งที่สองนักเลงสกาคนที่หนึ่งก็กลืนกินเบี้ยแพ้ที่แล้วๆ มาเสีย นักเลงสกาคนที่สองเห็นดังนั้นจึงพูดว่า บุรุษกลืนกินลูกสกาซึ่งอาบด้วยยาพิษมีฤทธิ์กล้ายังหารู้สึกไม่ นักเลงชั่วเลวผู้น่าสงสารกลืนยาพิษเข้าไป ความเร่าร้อนจักมีแก่ท่าน ดังนี้ บพิตรก็เหมือนนักเลงสกาอย่างนั้นเหมือนกัน ขอบพิตรจงทรงเปลี่ยนความคิดที่ผิดนั้นเสียเถิด ขอบพิตรจงทรงปล่อยวางความคิดที่ผิดนั้นเสียเถิด ความคิดที่ผิดนั้นอย่าได้มีแก่บพิตร เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ สิ้นกาลนานเลย
พระเจ้าปายาสิ : ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้นข้าพเจ้าก็จักคงความเชื่อนั้นไว้
พระกุมารกัสสปะ : อาตมภาพจักยกอุปมาถวาย สหายสองคนชวนกันเข้าไปในชนบทแห่งหนึ่ง เห็นเปลือกป่านที่เขาทิ้งไว้มากมาย สหายคนที่หนึ่งได้บอกว่า ท่านจงผูกเอาเปลือกป่านไปมัดหนึ่ง และฉันจักผูกเอาเปลือกป่านไปมัดหนึ่ง คนทั้งสองจึงถือเอามัดเปลือกป่านเข้าไปยังถนนในบ้านอีกแห่งหนึ่ง ได้เห็นด้ายป่านที่เขาทิ้งไว้มากมาย สหายคนที่หนึ่งจึงบอกสหายอีกคนหนึ่งว่า เราจะเอาเปลือกป่านไปทำไม เราจงทิ้งเปลือกป่านเสียเถิดแล้วเอามัดด้ายป่านไป สหายอีกคนตอบว่า มัดเปลือกป่านนี้เราเอามาไกลแล้วยังมัดไว้ดีแล้วด้วย เราไม่เอาละ สหายคนที่หนึ่งจึงทิ้งมัดเปลือกป่านเสียแล้วถือเอามัดด้ายป่านไป ต่อมาคนทั้งสองนั้นเข้าไปยังถนนในบ้านอีกแห่งหนึ่ง เห็นผ้าป่านที่เขาทิ้งไว้มากมาย สหายคนที่หนึ่งจึงบอกสหายคนที่สองว่า เราจะเอาเปลือกป่านหรือด้ายป่านไปทำไม ผ้าป่านเหล่านี้เขาทิ้งไว้มากมาย สหายคนที่สองตอบว่า มัดเปลือกป่านนี้เราเอามาไกลแล้ว ทั้งมัดไว้ดีแล้วด้วย เราไม่เอาละ สหายคนที่หนึ่งทิ้งมัดด้ายป่านแล้วถือมัดผ้าป่านไป สหายทั้งสองเข้าไปยังถนนในบ้านอีกแห่งหนึ่ง เห็นเปลือกไม้โขมะ ได้เห็นด้ายเปลือกไม้โขมะ ได้เห็นผ้าเปลือกไม้โขมะ ได้เห็นลูกฝ้าย ได้เห็นด้ายฝ้าย ได้เห็นผ้าฝ้าย ได้เห็นเหล็ก ได้เห็นโลหะ ได้เห็นดีบุก ได้เห็นสำริด ได้เห็นเงิน ได้เห็นทอง ที่เขาทิ้งไว้มากมาย สหายคนที่หนึ่งจึงบอกสหายคนที่สองว่า สหาย เราจะเอาไปทำไมกับเปลือกป่าน หรือด้ายป่าน หรือผ้าป่าน หรือเปลือกไม้โขมะ หรือด้ายเปลือกไม้โขมะ หรือผ้าเปลือกไม้โขมะ หรือลูกฝ้าย หรือด้ายฝ้าย หรือผ้าฝ้าย หรือเหล็ก หรือโลหะ หรือดีบุก หรือสำริด หรือเงิน นี่ทองที่เขาทิ้งไว้มากมาย ถ้าเช่นนั้นท่านจงทิ้งมัดเปลือกป่านเสียเถิด และฉันก็จักทิ้งห่อเงินเสีย เราทั้งสองจักถือเอาห่อทองไป สหายคนที่สองตอบว่า มัดเปลือกป่านนี้เราเอามาไกลแล้ว ทั้งมัดไว้ดีแล้วด้วย เราไม่เอา สหายทั้งสองนั้นเข้าไปยังบ้านของตนแล้ว ในเขาทั้งสองนั้น สหายผู้ถือเอามัดเปลือกป่านไป มารดา บิดา บุตร ภริยา มิตร สหาย หาได้พากันยินดีไม่ และเขาไม่ได้รับความสุขโสมนัสซึ่งเกิดจากเหตุที่ได้จากเปลือกป่านนั้นมา ส่วนสหายที่ถือเอาห่อทองไปนั้น มารดา บิดา บุตร ภริยา มิตร สหาย พากันยินดี และเขายังได้รับความสุขโสมนัสซึ่งเกิดจากเหตุที่ถือเอาห่อทองนั้นมา บพิตรก็เหมือนบุรุษผู้ถือมัดเปลือกป่านนั้นเหมือนกัน จงทรงเปลี่ยนความคิดที่ผิดนั้นเสียเถิด
พระเจ้าปายาสิ : ด้วยข้อความอุปมาข้อก่อนๆ ของท่าน ข้าพเจ้าก็มีความพอใจยินดียิ่งแล้ว แต่ว่าข้าพเจ้าใคร่จะฟังปฏิภาณในการแก้ปัญหาที่วิจิตร จึงพยายามโต้แย้งคัดค้านท่านอย่างนั้น ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ข้าพเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ขอท่านกุมารกัสสปะ จงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ข้าพเจ้าปรารถนาจะบูชามหายัญ ขอท่านจงชี้แจงวิธีบูชายัญ อันจะเป็นประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าตลอดกาลนาน
พระกุมารกัสสปะ : ดูกรบพิตร ยัญที่ต้องฆ่าโค แพะ หรือเหล่าสัตว์ต่างๆ ต้องได้รับความพินาศและปฏิคาหก เป็นผู้มีความเห็นผิด ดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด เช่นนี้ ย่อมไม่มีผลใหญ่ ไม่มีอานิสงส์ใหญ่ เปรียบชาวนาถือเอาพืชและไถไปสู่ป่า เขาพึงหว่านพืชที่หัก ที่เสีย ถูกลมและแดดแผดเผาแล้ว อันไม่มีแก่น ยังไม่แห้งสนิท ลงในนาไร่อันเลว ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่ดี มิได้แผ้วถางตอและหนามให้หมด ทั้งฝนก็มิได้ตกชะเชย โดยชอบตามฤดูกาล พืชเหล่านั้นจะพึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์หรือ? ชาวนาจะพึงได้รับผลอันไพบูลย์หรือ
พระเจ้าปายาสิ : หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านกุมารกัสสปะ
พระกุมารกัสสปะ : ฉันนั้นเหมือนกัน บพิตรยัญที่มิต้องฆ่าโค แพะ หรือเหล่าสัตว์ต่างๆ ไม่ต้องถึงความพินาศและปฏิคาหกก็เป็นผู้มีความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ เช่นนี้ ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ มีความรุ่งเรืองใหญ่ แพร่หลายใหญ่ เปรียบเหมือนชาวนาถือเอาพืชและไถไปสู่ป่า เขาพึงหว่าน พืชที่ไม่หัก ไม่เสีย ไม่ถูกลมแดดแผดเผา อันมีแก่นแห้งสนิท ลงในนาไร่อันดี เป็นพื้นที่ดี แผ้ว ถางตอและหนามหมดดีแล้ว ทั้งฝนก็ตกชะเชยโดยชอบตามฤดูกาล พืชเหล่านั้นจะพึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์หรือหนอ ชาวนาจะพึงได้รับผลอันไพบูลย์หรือ
พระเจ้าปายาสิ : เป็นอย่างนั้น ท่านกุมารกัสสปะ
พระกุมารกัสสปะ : ฉันนั้นเหมือนกัน บพิตร ยัญที่มิต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร หรือเหล่าสัตว์ต่างๆ ไม่ต้องถึงความพินาศและปฏิคาหกก็เป็นผู้มีความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ เช่นนี้ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ มีความรุ่งเรืองใหญ่ แพร่หลายใหญ่
นับแต่นั้นมา พระเจ้าปายาสิ เริ่มให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย แต่ในทานนั้นท่านได้ให้โภชนะเช่นนี้ คือปลายข้าว ซึ่งมีน้ำผักดองเป็นกับข้าว และได้ให้ผ้าเนื้อหยาบ มีชายขอดเป็นปมๆ เมื่อพระเจ้าปายาสิสิ้นพระชนม์ลง จึงได้ไปบังเกิดเป็นเทวดาเพียงชั้นจาตุมหาราช เนื่องเพราะพระเจ้าปายาสิมิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วยมือของตน มิได้ให้ทานโดยความนอบน้อม ให้ทานอย่างทิ้งให้ ดังนี้ ...







