
หนทางปฏิรูประบบการศึกษาไทย
ภายหลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งยกเลิกการบังคับใช้ทรงผมนักเรียนทั่วประเทศ ทว่ากลับมีการร้องเรียนจากเด็กนักเรียนในโรงเรียนบางแห่ง ที่อ้างว่าอาจารย์ของตนไม่ได้ทำตามข้อบังคับเหล่านั้น ล่าสุด เว็บไซต์นิวยอร์กไทมส์ ซึ่งกำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด จึงเปิดเผยบทความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว
ภายหลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งยกเลิกการบังคับใช้ทรงผมนักเรียนทั่วประเทศ ทว่ากลับมีการร้องเรียนจากเด็กนักเรียนในโรงเรียนบางแห่ง ที่อ้างว่าอาจารย์ของตนไม่ได้ทำตามข้อบังคับเหล่านั้น ล่าสุด เว็บไซต์นิวยอร์กไทมส์ ซึ่งกำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด จึงเปิดเผยบทความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว
โธมัส ฟูลเลอร์ เริ่มต้นอธิบายถึงที่มาที่ไปของกฎระเบียบต่างๆ ที่เคร่งครัดภายในโรงเรียน ซึ่งล้วนแต่เป็นมรดกตกทอดมาจากกฎระเบียบในยุคสมัยเผด็จการทหารในอดีต ซึ่งให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยและการทำตามคำสั่ง ส่งผลให้แต่ละโรงเรียนมีการตรวจตราความเรียบร้อยของทรงผมนักเรียน ความสะอาดของเล็บ สีของถุงเท้า และกฎระเบียบการแต่งกายอื่นๆ อย่างเคร่งครัด
“ในเบื้องต้นนักเรียนทุกคนควรมีรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนๆ กัน” อรุณ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ จ.สมุทรปราการ กล่าว
ทว่าเมื่อยุคสมัยผ่านไป ความเป็นประชาธิปไตยในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีนักเรียนหลายคนเริ่มลุกขึ้นมาท้าทายกฎระเบียบเหล่านี้ อาทิ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หรือ “แฟรงค์” ที่ร่วมมือกับเพื่อนๆ ก่อตั้งเครือข่ายสมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย ซึ่งได้ส่งจดหมายเรียกร้องถึงกระทรวงศึกษาธิการให้มีระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้นักเรียนคิดเองมากขึ้น
ในที่สุดความต้องการของกลุ่มเด็กนักเรียนเหล่านี้ก็ได้รับการตอบสนอง เนื่องจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา พงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ ประกาศยกเลิกการบังคับใช้ทรงผมนักเรียนและเสนอให้มีการปฏิรูประบบการศึกษาไทย เพื่อลดการท่องจำและส่งเสริมการคิดเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น โดยการลดชั่วโมงเรียนและออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ที่เน้นความสำคัญของภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มากขึ้น
อดีตผู้พิพากษาที่สำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน กล่าวว่า การส่งเสริมให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นและโต้วาทีจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ
“หากนักเรียนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในห้องเรียนได้ แล้วพวกเขาจะใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในสังคมได้อย่างไร” พงศ์เทพ กล่าว
ทว่าหลายฝ่ายที่สนับสนุนแนวทางการปฏิรูประบบการศึกษาไทยก็แสดงความกังวลว่า นโยบายเหล่านี้อาจได้รับการต่อต้านจากกลุ่มราชการ ซึ่งมองว่าการเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาทั้งหมดเป็นงานที่ยากลำบาก และหากผ่านไปได้ยังต้องมีการทำประชามติเพื่ออนุมัติหลักสูตรใหม่นี้อีก
ในกรณีของกฎระเบียบการแต่งกายและทรงผมมีสัญญาณบ่งชี้ว่า กลุ่มผู้บริหารของโรงเรียนบางแห่งอาจเลือกไม่ทำตามคำสั่ง โดย อรุณ วันเพ็ญ และอาจารย์หลายท่านเห็นว่าการเคร่งครัดในกฎระเบียบถือเป็นสิ่งสำคัญในการกำจัดปัญหาต่างๆ ในสังคมที่กำลังมัวเมาเยาวชนไทย อาทิ ยาเสพติด การตั้งครรภ์ในวัยเด็ก และการทะเลาะวิวาทระหว่างสถาบันการศึกษา
“รัฐบาลมีหน้าที่ออกนโยบาย แต่พวกเราต่างหากคือผู้ปฏิบัติจริง หากรัฐบาลออกนโยบายใหม่มา พวกเราจะพิจารณาเลือกใช้เฉพาะสิ่งที่เหมาะสมกับเรา” อรุณ กล่าว







