
เอาน้ำมาจากไหน ฝ่าแล้งให้ได้อีก 2 เดือน?
การเมืองกำลังร้อนแรง สถานการณ์ภัยแล้งก็กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงไม่แพ้กัน ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พบว่า มีพื้นที่ทั่วประเทศได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจนต้องประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว 60 จังหวัด ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 10 ล้านคน หรือกว่า 2 ล้านครัวเรือน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายกว่า 1.5 แสนไร่ และยังมีพื้นที่การเกษตรที่ยังเฝ้าระวังอีกกว่า 2 แสนไร่ โดยเฉพาะการปลูกข้าวนาปรังรอบแรก ชาวนาขาดทุนย่อยยับ ไม่ต้องพูดถึงการทำนาปรังรอบ 2 ซึ่งไม่มีความหวังเลยว่าจะมีน้ำจากไหนมาหล่อเลี้ยงข้าวในนา
แต่ปัญหาอาจหนักหน่วงมากกว่านี้ จากการคาดการณ์ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมชลประทานซึ่งคาดว่าฝนแรกที่จะตกเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำก็เมื่อล่วงเข้าสู่เดือน มิ.ย.ไปแล้ว จากปรากฏการณ์เอลนินโญนั่นหมายความว่า คนไทยต้องเผชิญภาวะภัยแล้งไปอีกอย่างน้อยกว่า 2 เดือน
ยิ่งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ลดต่ำลงเหลือเพียงแห่งละประมาณครึ่งหนึ่งของความจุอ่าง ในจำนวนนี้สามารถนำมาใช้ได้คิดเป็นประมาณ 20% เท่านั้น สถานการณ์ภัยแล้งนับจากนี้ไป ถือว่าเข้าขั้นวิกฤตเป็นอย่างยิ่ง
โดยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนต่างๆ ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เหนือปริมาณน้ำใช้การได้ 10% เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ 10% เขื่อนแม่กวง จ.เชียงใหม่ 12% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 6% เขื่อนลำตะคอง 26% ภาคกลาง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี 24% เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี 12% ภาคตะวันออก เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก 18% เขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา 19%
เมื่อปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำหลักแห้งขอด การระบายน้ำสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจึงน้อยตามไปด้วย ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ที่อยู่ท้ายเขื่อนลงมาจึงแห้งขอด แม้กระทั่งเจ้าพระยาสายน้ำหลักที่หล่อเลี้ยงพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของประเทศก็ลดลงอย่างมาก บางช่วงสามารถเดินข้ามได้ ส่งผลให้น้ำไม่สามารถจะไหลเข้าสู่คลองซอยธรรมชาติไปยังพื้นที่เกษตรกรรม หรือการใช้อุปโภคบริโภคของประชาชนได้ ยิ่งไปกว่านั้นระบบการผลิตน้ำประปาทั้งในส่วนของการอุปโภคในครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม ก็อาจเกิดผลกระทบตามมาในเวลาอันใกล้นี้ หากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเหลือน้อยจนไม่อาจระบายลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้
ปัญหาน้ำทะเลหนุนอาจเกิดขึ้นได้ และจะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำเพื่อการผลิตประปา ซึ่งขณะนี้เกิดผลกระทบขึ้นบ้างแล้วในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะแม่น้ำปราจีนบุรี ซึ่งค่าความเค็มของน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากน้ำทะเลหนุน
แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยืนยันความมั่นใจว่าปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ในขณะนี้ เพียงพอที่จะฝ่าวิกฤตภัยแล้งในปีนี้ไปได้ แต่ภายใต้ภาวะที่ยังไม่มีหน่วยงานใดกล้ายืนยันว่าปริมาณฝนในช่วงต้นฤดูจะมีมากพอที่บรรเทาปัญหาหรือไม่ สถานการณ์ภัยแล้งก็ยังเป็นภัยคุกคามอันหนักหน่วงต่อไป







