
คุมเข้ม 10 จุดสกัดบึ้มกรุง วางแนวสืบ "ขัดแย้งผู้ค้า-การเมือง"
เหตุระเบิดที่ปากซอยรามคำแหง 43/1 เมื่อกลางดึกวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวภายหลังการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคลี่คลายคดีว่า หลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ เชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 2 ข้อ คือ การขัดแย้งผลประโยชน์การค้าขาย และการสร้างสถานการณ์
เหตุระเบิดที่ปากซอยรามคำแหง 43/1 เมื่อกลางดึกวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวภายหลังการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคลี่คลายคดีว่า หลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ เชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 2 ข้อ คือ การขัดแย้งผลประโยชน์การค้าขาย และการสร้างสถานการณ์
“ผู้ก่อเหตุไม่น่าจะประสงค์ให้เกิดความรุนแรง ได้สั่งการให้ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุและบริเวณโดยรอบ คาดว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ได้ภายใน 7 วัน ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ ได้นัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์อีกครั้ง” ผบช.น.กล่าว
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้มีคำสั่งให้ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดและตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกเครื่องแบบ เตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงใน กทม.ตลอด 24 ชั่วโมง รวม 10 จุด คือ 1.ทำเนียบรัฐบาล 2.รัฐสภา 3.ศาลรัฐธรรมนูญ 4.บ้านพักเอกอัครราชทูต และบ้านประธานองคมนตรี 5.บ้านนายกรัฐมนตรี 6.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 7.บริเวณโดยรอบแยกราชประสงค์ 8.ศูนย์การค้าสำคัญๆ 9.ทำเนียบองคมนตรี บริเวณกระทรวงกลาโหม 10.สถานเอกอัครราชทูต
ด้านเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดหรืออีโอดี เปิดเผยว่า ระเบิดที่คนร้ายใช้ก่อเหตุเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ใช้ดินเทาชนิดเดียวกับที่ใช้ทำประทัดเป็นดินระเบิด มีตะปู 40 ตัวเป็นสะเก็ดระเบิด จุดชนวนด้วยการตั้งเวลานาฬิกาปลุก บรรจุในกระป๋องโค้ก น้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม รัศมีระเบิดประมาณ 10 เมตร
“ดินเทาไม่ใช่ดินปืน เป็นวัตถุระเบิดแรงดันต่ำ ปกติใช้ทำประทัด จึงสามารถหาได้ง่าย และหากนำดินเทามาอัดแน่นเพื่อประกอบเป็นระเบิดจะมีอานุภาพร้ายแรงกว่าดินปืน 10 เท่า” เจ้าหน้าที่อีโอดีให้ข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างของระเบิดครั้งนี้ กับเหตุระเบิดที่เคยเกิดขึ้นใน กทม. คือ ลักษณะของระเบิดที่คนร้ายใช้ในเหตุการณ์ลอบวางระเบิด 8 จุด ช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปลายปี พ.ศ. 2549 คนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องแต่ไม่มีสะเก็ดระเบิด
และเหตุการณ์ระเบิดด้านหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และเหตุระเบิดในซอยรางน้ำ เขตราชเทวี เมื่อปลายเดือน ก.ค. 2553 ครั้งนั้นคนร้ายใช้ระเบิดขว้างผลิตในประเทศจีน ดึงสลักและใช้ยางรัดกระเดื่องนิรภัย แต่หยอดน้ำมันเบนซินเพื่อกัดกร่อนยางจนขาดและทำให้ระเบิด
การใช้ระเบิดที่ต่างกัน ย่อมหวังผลต่างกัน แน่นอนว่าระเบิดขว้างนั้นเป็นอาวุธสงครามที่เกิดอันตรายถึงชีวิต
และครั้งนี้แม้คนร้ายจะใช้ระเบิดแสวงเครื่อง แต่ก็ใช้ตะปูถึง 40 ตัวเป็นสะเก็ดระเบิด ย่อมหวังผลให้เกิดอันตรายมากกว่าการใช้ดินระเบิดเพียงอย่างเดียว แต่เจ้าหน้าที่อีโอดีก็ยังไม่ปักใจว่าคนร้ายมุ่งหวังจะเอาชีวิต เป็นแต่เพียงการข่มขู่เท่านั้น เพราะจากลักษณะการนำระเบิดไปวางไว้ในถังขยะจะทำให้แรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดที่ออกมาทำอันตรายนั้นลดน้อยลง
“เหตุระเบิดในกรุงเทพฯ ยังไม่เจอว่ามีการบรรจุสะเก็ดระเบิดไว้ด้วย แต่ผู้ประกอบระเบิดจะต้องมีความรู้พอสมควร จะต้องย้อนดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่”
ด้านชุดสืบสวนกองปราบปรามได้ตั้งข้อสังเกตไว้ 4 ประเด็น ประกอบด้วย
1.จุดวางระเบิดอยู่ระหว่างตู้โทรศัพท์กับเสาไฟฟ้า ทำให้แรงระเบิดกระจายออกมาได้เพียงสองด้าน ชี้ให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุไม่ต้องการจะให้เกิดความสูญเสียร้ายแรง เพียงแต่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย
2.วัตถุระเบิดเป็นดินธรรมดา มีสะเก็ดระเบิดเป็นตะปูขึ้นสนิม จุดระเบิดด้วยนาฬิกาตั้งเวลาล่วงหน้า 2 ชั่วโมง ต่างกับระเบิดในชายแดนภาคใต้ที่จุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ
3.เป้าหมายที่ก่อเหตุ ยังไม่พบว่าเป็นการขัดแย้งเรื่องตลาดในพื้นที่ เช่นเดียวกับประเด็นทางการเมืองที่จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง
4.ช่วงเวลาที่ก่อเหตุ คาดว่าคนร้ายนำระเบิดมาวางไม่เกินเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีคนพลุกพล่าน ส่วนเวลาระเบิดราว 20.00 น. ต้องสืบสวนว่าช่วงเวลานั้นมีใครที่เข้าข่ายจะเป็นเป้าที่จะถูกลอบทำร้าย







