
ถังแตกจำนำข้าวจะรีดเลือดกับใคร
หากเปรียบเป็นคนไข้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลที่เข้าสู่ปีที่ 2 ปลายๆ เรียกว่า อาการหนักเพียบแปล้
โดย...จตุพล สันตะกิจ
หากเปรียบเป็นคนไข้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลที่เข้าสู่ปีที่ 2 ปลายๆ เรียกว่า อาการหนักเพียบแปล้ เหมือนคนไข้ถูกหามส่งห้องไอซียู มีเครื่องช่วยหายใจและเครื่องปั๊มหัวใจรอท่าอยู่ข้างเตียง
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ที่มี สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ไม่สามารถ “ปิดบัญชี” โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2554/2555 (นาปีและนาปรัง ปีการผลิต 2554/2555) ได้ ขณะที่มีเสียงประเมินอย่างไม่เป็นทางการคาดว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก “ปีแรก” ส่อแววขาดทุนบักโกรก 2 แสนล้านบาท
เป็นตัวเลขที่ทำเอาหนาวสั่นสะท้านทั้งรัฐบาล
เช่นเดียวกับ “เจ้าหน้าที่รายใหญ่” คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่หาทุนรอนทั้งในฐานะ “นายทุนและนายหน้า” บากหน้าหาเงินให้รัฐบาลใช้จ่ายสนุกมือในโครงการจำนำข้าวเปลือก ที่ล่าสุดมีการใช้เงินทุนแล้วเกือบ 6 แสนล้านบาทแล้ว ทั้งๆ ที่โครงการเพิ่งย่างเข้าสู่ฤดูกาลผลิตที่ 4 (นาปรัง ปี 2556)
ส่งผลให้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ธ.ก.ส.ได้ทำหนังสือลงวันที่ 9 พ.ค. 2556 ส่งถึง กขช.ร้องเตือนดังๆ ว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/2556 (ฤดูกาลที่ 3) ทำท่าจะมีเงินไม่พอจ่ายเสียแล้ว
เนื่องด้วยโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2555/2556 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติวันที่ 2 ต.ค. 2555 อนุมัติกรอบวงเงินโครงการ 2.4 แสนล้านบาท ปริมาณข้าวเข้าโครงการ15 ล้านตัน
แต่ข้อมูล ณ วันที่ 14 พ.ค. มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 14.05 ล้านตัน ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้เกษตรกรแล้ว 219,738 ล้านบาท เหลือเงินใช้เพียง 20,262 ล้านบาท
ทำให้มีเงินไม่เพียงพอที่จะจ่ายให้ชาวนารอจ่อนำข้าวเข้าโครงการ ในช่วงที่เหลือของโครงการที่จะสิ้นสุดวันที่ 15 ก.ย. 2556
“ขณะนี้มีข้าวเปลือกนาปีเข้าโครงการแล้ว 14 ล้านตัน จากเป้าหมาย 15 ล้านตัน แต่ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของโครงการน่าจะมีข้าวเปลือกเข้ามาอีก เพราะเกษตรกรบางส่วนมีรอบการปลูกข้าวที่คาบเกี่ยวในช่วงนาปีและนาปรัง” บุญไทย แก้วขันตี รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.อธิบาย
เช่นเดียวกับเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เงินจำนำข้าวไปไม่เพียงพอ เป็นเพราะกระทรวงพาณิชย์ไม่จ่ายเงินค่าขายข้าวให้ ธ.ก.ส. เพราะอย่างที่รู้กันว่าก่อนหน้านี้ บุญทรงยืดอกโยนบาปไปที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ขายข้าวสารจีทูจีไม่ได้ ทั้งๆ ที่ราคาข้าวขาวของไทยขณะนี้สูงกว่าคู่แข่ง 120-180 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ 2530%
บุญทรง จึงสั่งทุบโต๊ะในที่ประชุม กขช.ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งเสนอ ครม.ขออนุมัติ“ยุบรวม” โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2555/2556 ครั้งที่ 1 (นาปี) และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/2556 ครั้งที่ 2 (นาปรังหรือฤดูกาลที่ 4) เข้าด้วยกัน เป็น “โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/2556” โครงการเดียว
จุดประสงค์คือ การปลดล็อกมติ ครม.ให้สามารถดึงเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง ปี 2556 ที่กันไว้ 1.05 แสนล้านบาท มาโปะโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 2555/2556 ได้ แต่นั่นจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ “งูกินหาง” ตามมา
เพราะข้อมูลทางการของ ธ.ก.ส.ได้ระบุว่า ณ วันที่ 14 พ.ค. ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้เกษตรที่นำข้าวเปลือกเข้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2556 แล้ว 31,724 ล้านบาท คิดเป็นข้าวเปลือกประมาณ 2 ล้านตัน เหลือวงเงินที่ใช้ได้อีก 73,276 ล้านบาท สำหรับการรับจำนำข้าวเปลือกอีก 5 ล้านตัน จากมติ ครม.ที่อนุมัติเป้าหมายรับจำนำข้าวที่ 7 ล้านตัน
ขณะที่ตัวเลขปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง 7 ล้านตัน ที่บุญทรงในฐานะประธาน กขช. ชงให้ ครม.อนุมัติเป็นตัวเลขที่สวนทางกับข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ประเมินว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2556 จะมีปริมาณข้าวเปลือกสูงไม่ต่ำกว่า 9 ล้านตัน
ผลที่ตามมาคือ แม้จะมีการรวมโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/2556 ครั้งที่ 1 และ 2 เหลือโครงการเดียว โดยยังคงปริมาณรับจำนำข้าวที่ 22 ล้านตัน กรอบวงเงิน 3.45 แสนล้านบาท เป็นตัวเลขที่“อุปโลกน์” ขึ้นให้ ครม.ยิ่งลักษณ์ สบายใจแต่ถ้าว่ากันทางสำนวนแล้วก็ไม่ต่างกับการ“แก้ผ้าเอาหน้ารอด”
ไม่เพียงเท่านั้น หากโฟกัสยอดวงเงินที่ใช้จ่ายในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก พบว่าตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554-14 พ.ค. 2556 ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้เกษตรกรแล้ว 588,280 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุนของ ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท เงินกู้จากสถาบันการเงิน 329,914 ล้านบาท และเป็นเงินที่ ธ.ก.ส.สำรองจ่ายให้เกษตรกรไปก่อน 88,790 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือเป็นเงินค่าขายข้าวที่นำมาใช้หมุนเวียนใช้ 80,004 ล้านบาท (ไม่ระบุปริมาณข้าวที่ขาย)
ก็จะปรากฏว่ารัฐบาลได้ยืม “สภาพคล่อง” จาก ธ.ก.ส.มาใช้ในวงเงินสูงถึง 178,790 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้เป็นเงินกู้ที่ถูกตีตราว่าเป็นเงินที่เรียกว่า “สำรองจ่าย” มีจำนวน 88,790 ล้านบาท เป็นการเลี่ยงบาลีอย่างชัดเจน เพราะเงินสำรองจ่ายก้อนนี้ ธ.ก.ส.จะคิดอัตราดอกเบี้ยที่อัตรา FDR+1 หรือประมาณ 3.4-3.5% ต่อปี
โดยเฉพาะหากพิจารณาจากเงินที่จ่ายให้เกษตรที่นำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2556 เข้าโครงการ พบว่าเงินที่จ่ายเงินให้ชาวนาไปเกิน3 หมื่นล้านบาทแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากเงินกู้ที่เรียกว่าเงินสำรองจ่ายทั้งสิ้น ทำให้รัฐบาลพอที่จะประวิงเวลาไม่ให้กรอบวงเงินกู้ในโครงการเกินเพดาน 5 แสนล้านบาท
เพราะอย่าลืมว่ามติ ครม.วันที่ 30 ก.ย. 2555 ระบุว่า “ไม่ว่ากรณีใดๆ กระทรวงพาณิชย์จะต้องดำเนินการให้มีการใช้เงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกไม่เกิน 4 แสนล้านบาท และใช้เงินทุนจาก ธ.ก.ส.ไม่เกิน9 หมื่นล้านบาท” จึงต่อลมหายใจโครงการรับจำนำข้าวได้อีกเฮือก
ทว่า เมื่อโครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีแต่ “เงินจ่ายออก” แต่ไม่มี “เงินไหลเข้า” เช่นนี้ คงร้อนถึง นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนที่นายกฯยิ่งลักษณ์ สั่งให้เข้าควบคุมเงินใช้จ่ายในโครงการไม่ให้เกิน 5 แสนล้านบาท เพราะในไม่ช้ากระทรวงพาณิชย์จะเข้าเจรจากับนิวัฒน์ธำรง เพื่อ “ขอขยาย” กรอบวงเงินรับจำนำข้าวเปลือกที่กำหนดไว้ 5 แสนล้านบาท อย่างแน่นอน
“เขาก็ดำเนินการกันได้ดีคือ เมื่อเขาไม่ได้มีปัญหา ผมก็ไม่ได้ไปทำอะไรกับเขา ถ้าเป็นช่วงที่มีปัญหาว่าเงินมาไม่มาอย่างนี้ ผมก็ต้องเข้าไปประสาน แต่ถ้าปกติแล้วผมก็ไม่ได้ไปดู” นิวัฒน์ธำรง ให้สัมภาษณ์ วันที่ 9 พ.ค. 2556 เกี่ยวกับเงินหมุนเวียนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก
แต่งานนี้น่าจะเป็นงานหินสำหรับมือบริหารอย่างนิวัฒน์ธำรงเป็นแน่ เพราะแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2556 ปรับปรุงครั้งที่ 1 ที่ ครม.มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2556 กำหนดให้ ธ.ก.ส.ก่อหนี้ใหม่เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวเปลือกปี 2555/2556 จำนวน 224,170 ล้านบาท
เท่ากับทำให้วงเงินค้ำประกันและให้กู้ต่อที่กระทรวงการคลังค้ำประกันให้รัฐวิสาหกิจอยู่ที่ 479,999.86 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2556 ส่งผลให้กระทรวงการคลังจะไม่สามารถค้ำประกันเงินและให้กู้ต่อแก่รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นๆ ได้อีกแล้ว เป็นโจทย์ที่นิวัฒน์ธำรงต้องคิดหนัก
แต่ใช่จะไม่มีทางออก เพราะหนีไม่พ้นที่รัฐบาลจะใช้วิธียืมเงิน ธ.ก.ส.มาใช้ไปพรางก่อน ในรูปเงิน “สำรองจ่าย” ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณนี้ และเมื่อเริ่มปีงบประมาณ 2557 จึงบรรจุหนี้เหล่านี้ไว้ในแผนบริหารหนี้สาธารณะฉบับใหม่ เรียกว่าถูๆ ไถๆ กันไปก่อน ส่วนหนี้สินก้อนโตจะถูกซุกไว้ที่ ธ.ก.ส.
แน่นอนว่าผลพวงที่เกิดจากกรอบวงเงินโครงการรับจำนำข้าวที่ทะลุกรอบ 5 แสนล้านบาท ในทางพฤตินัยนั้น หากพิเคราะห์แล้วจะส่งผลต่อชาวนาอย่างน้อย 2 ประการ
คือ 1.จะเกิดปรากฏการณ์สร้างเงื่อนไขสกัดกั้นไม่ให้ชาวนานำข้าวเปลือกเข้าโครงการ เช่น ชาวนาที่นำข้าวเข้าโครงการจะถูกบังคับหักหนี้สินที่ค้างอยู่กับ ธ.ก.ส.ในสัดส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้ชาวนาบางส่วนหันเหนำข้าวไปขายให้โรงสีในราคาตลาด หรือประมาณ 1 หมื่นบาทต่อตัน แม้ว่าจะได้รับเป็นเงินสด แต่ก็เสี่ยงถูกโรงสีกดราคาตามใจชอบ
มิหนำซ้ำ ข้าวเปลือกที่โรงสีขี้ฉ้อบางแห่งรับซื้อเอาไว้ จะถูกสวมสิทธิในโครงการอีกต่อหนึ่ง
2.ความเข้มข้นในการออกใบประทวนและการขึ้นใบประทวนรับเงินค่าข้าวเปลือกในโครงการ กรณีที่ผลผลิตมีมูลค่ามากกว่า5 แสนบาทต่อราย หรือผลผลิตข้าวเกิน 20% จากฤดูกาลผลิตที่แล้ว
ไม่แน่ว่า จะทำให้ปรากฏการณ์ “ชาวนามีเส้น” คือ หากเป็นชาวนาตาสีตาสามีหวังถูกตรวจสอบยิบ ต่างจากชาวนามีเส้นที่หนทางรับเงินค่าข้าวได้รับไฟเขียวตลอดทาง
ข้อมูลเหล่านี้เป็นการตอกย้ำกันชัดเจนว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเข้าสู่ภาวะถังแตกแล้ว แต่คงต้องติดตามกันต่อว่าโครงการจะนี้จะไปรีดเลือดจากใครบ้าง
แต่ที่แน่ๆ เงินภาษีถูกรีดเลือดจนคางเหลืองอย่างไม่ต้องสงสัย







