
สกัดทุนยักษ์หนีภาษีงานหินที่พูดง่ายแต่ทำยาก
กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสั่นสะท้านให้กับผู้ติดตามความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในต่างแดนไม่น้อย
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสั่นสะท้านให้กับผู้ติดตามความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในต่างแดนไม่น้อย เมื่อทางคณะอนุกรรมการสอบสวนถาวรของวุฒิสภาสหรัฐได้ออกมาชี้ว่าบริษัท แอปเปิล อิงค์ ผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลก ได้ใช้วิธีหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีมูลค่ามหาศาลกว่า 7.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในตลอดระยะเวลา 4 ปี โดยอาศัยช่องโหว่ในเรื่องของสถานะของผู้เสียภาษีที่ระบุไว้แตกต่างกันในกฎหมายภาษีของสหรัฐและไอร์แลนด์ ด้วยการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา 5 แห่งในประเทศไอร์แลนด์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวตามมาด้วยการที่ ทางการสหรัฐเตรียมจะหันมาสอบสวนบริษัท กูเกิล อีกรายในข้อหาใช้วิธีหลบเลี่ยงภาษีอีกด้วย ซึ่งบริษัทเจ้าของเสิร์ชเอนจิ้นยักษ์ใหญ่ได้อาศัยการวิธีการที่เรียกว่า “ดับเบิ้ลไอริช” และ “ดัชต์แซนวิช” ผ่านการโยกย้ายผลกำไรที่ได้จากต่างประเทศเข้าไปยังบริษัทลูกในไอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ โดยไม่มีการเสียภาษีให้ทั้งสองประเทศ ก่อนที่จะโอนไปยัง เกาะเบอร์มิวดา อีกที ซึ่งดินแดนดังกล่าวถือเป็นแหล่งปลอดภาษีอยู่แล้ว จนช่วยเซฟภาษีให้บริษัทดังกล่าวได้ถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ประเด็นการหลบเลี่ยงภาษีของสองบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ทางการสหรัฐก็ได้ทำการสอบสวนบริษัทไมโครซอฟท์ และฮิวเลตต์-แพคการ์ด (เอชพี) มาแล้ว ในโทษฐานที่จงใจหลบเลี่ยงภาษีด้วยการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบนเกาะเคย์แมน ในทะเลแคริเบียน ขณะที่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาในอังกฤษก็มีกรณีดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในรายของบริษัท กูเกิล สตาร์บัคส์ และอเมซอน ที่ต่างก็รายงานว่าบริษัทมีกำไรน้อย หรือแทบจะขาดทุน แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่าบริษัทเหล่านี้ต่างใช้วิธีหัวหมอด้วยการขนถ่ายผลกำไรจำนวนมากกว่าร้อยล้านปอนด์ไปต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบรรดารัฐบาลของประเทศต่างๆ จะรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าการนำประเด็นดังกล่าวขึ้นมาสอบสวนจะยากแก่การลงโทษ เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแค่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเท่านั้น
แต่การที่รัฐบาลหลายชาติต้องลุกขึ้นมาจัดการและมีทีท่าว่ากำลังเดือดเนื้อร้อนใจกับประเด็นดังกล่าวมากเป็นพิเศษ ก็เพราะเกิดมาจากปัจจัยด้านวิกฤตเศรษฐกิจที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวที่เป็นไปอย่างอ่อนแอ การว่างงานที่สูง ก็ได้กลายเป็นแรงขับดันให้บรรดารัฐบาลต้องเดินหน้าหารายได้ต่างๆ มากขึ้น เพื่อนำเงินมากอบกู้ปัญหาของตนเอง
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ในระยะหลังที่ผ่านมา จะได้เห็นการประชุมในเวทีนานาชาติหลายแห่งจะมีการนำประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือกันมากขึ้น ซึ่งล่าสุดทางกลุ่มผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ได้เตรียมที่จะออกแถลงการณ์เพื่อจัดการและหาวิธีการมาปิดช่องโหว่ทางกฎหมายเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงภาษี โดยผ่านทางการแบ่งปันข้อมูลด้านภาษีระหว่างกัน
เนื่องจากอียูตระหนักเห็นความสำคัญแล้วว่าการหลบเลี่ยงภาษีดังกล่าวทำให้รายได้ของรัฐบาลทั่วทั้งยุโรป 27 ประเทศในปีๆ หนึ่งได้สูญหายไปกว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐซึ่งจำนวนดังกล่าวสูงเกือบเท่าตัวของยอดการขาดดุลของรัฐบาล 27 ประเทศของอียูในปี 2012 รวมกัน
ส่วนข้อมูลของศาสตราจารย์ คิมเบอร์ลี ครอสซิง ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยรีด ในรัฐโอเรกอน ระบุว่า การที่บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่หลบเลี่ยงการจ่ายภาษีให้รัฐบาล ส่งผลทำให้รายได้จากภาษีของรัฐบาลทั้งในสหรัฐ และยุโรป สูญหายไปอย่างน้อย 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี7) ก็เพิ่งจะเห็นพ้องตรงกันว่าทุกฝ่ายจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการในระดับนานาชาติเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีของบรรษัทข้ามชาติ รวมไปถึงกลุ่มคนรวยให้เข้มงวดมากขึ้น อีกทั้งยังเตรียมที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นไปหารือในเวทีการหารือนานาชาติที่ใหญ่กว่านี้ อย่างการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 20 ประเทศ (จี20) ในอนาคตอีกด้วย
นอกจากนี้ ประเด็นการหลบเลี่ยงภาษีก็ยังถือเป็นขวากหนามทางการเมืองที่คอยทิ่มแทงใจประชาชนตาดำๆ ทั่วไปในหลายประเทศ โดยเฉพาะยุโรปกับสหรัฐ
เพราะในขณะนี้ในหมู่ประชาชนทั้งในสหรัฐ และยุโรปได้เกิดความรู้สึกขึ้นมาแล้วว่า ในขณะที่รัฐบาลมัวแต่มุ่งเน้นการผลักภาระความรับผิดชอบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมาให้ประชาชนแบกรับ ผ่านทางการตัดลดสวัสดิการ ลดรายจ่ายของประเทศ และขึ้นภาษีประชาชน หรือเรียกว่า “แผนรัดเข็มขัด” แต่รัฐบาลกลับยอมปล่อยให้เหล่านายทุนยักษ์ใหญ่เดินหน้าอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงภาษีอย่างหน้าชื่นตาบาน แถมบทลงโทษก็แทบจะไม่มี หรือมีก็น้อยมาก
ดังนั้น จึงกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองอีกทางที่มาพร้อมกับความกดดันทางเศรษฐกิจในแง่ความเท่าเทียม ที่ขับดันให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการผลักดันมาตรการการจัดการกับผู้หลบเลี่ยงภาษีมากขึ้น เพราะมิเช่นนั้นอาจต้องเสียเก้าอี้ทางการเมืองไปได้
เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรี เดวิดคาเมรอน ของอังกฤษถึงกับออกมาประกาศลั่นเลยว่าการอาศัยดินแดนของเมืองผู้ดี หรือดินแดนที่อยู่ใต้อาณัติของอังกฤษ เพื่อหลบเลี่ยงการจ่ายภาษี จะต้องยุติลง พร้อมทั้งได้ทำ หนังสือร้องขอความร่วมมือจากหมู่เกาะเคย์แมนและดินแดนอื่นๆ อีก 9 แห่งของอังกฤษ ในการช่วยปราบปรามการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติและเหล่ามหาเศรษฐีต่างชาติอีกด้วย
ขณะที่รัฐบาลสหรัฐก็เพิ่งจะทำความตกลงกับรัฐบาลสิงคโปร์เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการแบ่งปันข้อมูลบัญชีการเงินที่ถือครองโดยชาวสหรัฐที่มีอยู่ในสถาบันการเงินในดินแดนลอดช่อง ซึ่งการข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลสหรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องขอหมายศาลก่อน ทั้งนี้สิงคโปร์เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นศูนย์กลางทางการเงินและแหล่งซุกซ่อนและฟอกเงินในต่างแดนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
ถึงกระนั้นก็ตาม ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าหลายประเทศจะหันมาเอาจริงเอาจังกับปัญหาดังกล่าวแล้ว แต่ดูเหมือนว่าการผลักดันการปราบปรามการหลบเลี่ยงภาษีในระดับพหุภาคียังไม่ค่อยจะคืบหน้าไปถึงไหน เพราะที่ผ่านมาเห็นแต่เพียงกรอบความตกลงกว้างๆ เพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้นำไปสู่มาตรการจัดการกับปัญหาอย่างจริงจังเท่าไรนัก
นอกจากนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะปราบปรามประเด็นดังกล่าวให้อยู่หมัด เพราะประเทศหรือดินแดนที่ถูกใช้ประโยชน์ในการหลบเลี่ยงภาษีดูเหมือนจะไม่เต็มใจให้ความร่วมมือมากนัก เนื่องจากหากดำเนินการหนักข้อเกินไปก็จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ หรือดินแดนตัวเองที่เป็นแหล่งดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติตลอดหลายปีที่ผ่านมา เห็นได้จากการที่ออสเตรียและลักเซมเบิร์กแสดงความลังเลใจในการลงนามข้อตกลงปราบปรามและอุดช่องโหว่การหลบเลี่ยงภาษีของสหภาพยุโรป
ด้วยเหตุนี้ การลุกขึ้นมาเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามประเด็นการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทยักษ์ใหญ่ รวมไปถึงกลุ่มคนรวย จึงน่าจะเป็นเพียงหน้าฉากที่ดูเหมือนจะดำเนินการอย่างจริงจังเท่านั้น แต่ไม่อาจจะขุดรากถอนโคนปัญหาได้







