
เปลี่ยนประเทศไทยให้จังหวัดจัดการตนเอง
จังหวัดจัดการตนเองกำลังเป็นกระแสเรียกร้องและเป็นข้อเสนอให้การบริหารประเทศเพื่ออนาคตของประเทศไทย ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่ (Paradigm Shift) นั่นก็คือต้องลบวิธีคิดแบบเดิมๆ ในการบริหารประเทศแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดการบริหารประเทศโดยการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจเป็นผู้ริเริ่มบริหารจัดการชุมชนของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะการบริหารจังหวัดจะต้องให้มีอำนาจที่จะจัดการตนเองได้อย่างอิสระทั้งในแง่เป้าหมาย นโยบาย และแผนงานจังหวัด และที่สำคัญก็คือ “งบประมาณของจังหวัด”
จังหวัดจัดการตนเองกำลังเป็นกระแสเรียกร้องและเป็นข้อเสนอให้การบริหารประเทศเพื่ออนาคตของประเทศไทย ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่ (Paradigm Shift) นั่นก็คือต้องลบวิธีคิดแบบเดิมๆ ในการบริหารประเทศแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดการบริหารประเทศโดยการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจเป็นผู้ริเริ่มบริหารจัดการชุมชนของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะการบริหารจังหวัดจะต้องให้มีอำนาจที่จะจัดการตนเองได้อย่างอิสระทั้งในแง่เป้าหมาย นโยบาย และแผนงานจังหวัด และที่สำคัญก็คือ “งบประมาณของจังหวัด”
ทั้งนี้ เพราะผลการศึกษาปัญหาของประเทศไทยที่ไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาความไม่เป็นธรรม ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรและปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ล้วนมีข้อสรุปว่าล้วนเกิดมาจากการที่ “รัฐรวมศูนย์อำนาจ” และการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม
การรวมศูนย์อำนาจของสังคมไทยเป็นระบบที่รัฐบาลซึ่งให้อำนาจส่วนกลางเป็นใหญ่ ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐบาลรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางในนามของกระทรวง ทบวง กรม อันถือว่าเป็นเจ้าของแผนงาน โครงการ และงบประมาณ ผลประโยชน์จากการพัฒนากระจุกตัวอยู่ที่ผู้นำทางการเมืองและชนชั้นนำเพียงไม่กี่กลุ่มที่ครอบครองทุนและทรัพยากรเอาไว้ ถือเป็นการผูกขาด และความไม่โปร่งใส ตรวจสอบยาก ผลที่ตามมาก็คือ เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น การหาแนวทางครอบครองปัจจัยทรัพยากรของชาติ ซึ่งก่อให้เกิดการแก่งแย่งชิงอำนาจทางการเมือง อันเป็นต้นตอของความวุ่นวายและความขัดแย้งทางการเมืองตามมา
ข้อเสนอให้เปลี่ยนประเทศไทยเป็นจังหวัดจัดการตนเอง ถือเป็นทางออกของการบริหารประเทศใหม่ ซึ่งมีหลายข้อเสนอ เป็นต้นว่า
ประการที่หนึ่ง เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศจุดยืน โดยให้ทำตามกรอบรัฐธรรมนูญ หมวดว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น ทั้งในแง่การปรับปรุงกฎหมายต่างๆ และการจัดสรรเงินอุดหนุนให้ท้องถิ่นมากขึ้น
ประการที่สอง เรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง โดยเฉพาะการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เพื่อให้อำนาจชุมชนมีอำนาจดูแลป่าชุมชน ดูแลแม่น้ำ ทรัพยากร รวมทั้งสิ่งแวดล้อมต่างๆ
ประการที่สาม เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูประบบราชการที่ทำให้มีการลดอำนาจภาครัฐ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคลงไป โดยไปเพิ่มอำนาจส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อก่อให้เกิดการจัดความสัมพันธ์ในเชิงอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐบาลกลางและส่วนท้องถิ่นใหม่ที่สำคัญ ต้องแก้ไขกฎหมายที่ยังมีความซ้ำซ้อนกันระหว่างรัฐกับส่วนท้องถิ่น โอนอำนาจมาเป็นของท้องถิ่น
ประการที่สี่ ให้รัฐบาลพิจารณาจังหวัดที่มีความพร้อมทางการพัฒนา ทั้งด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และมีลักษณะการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก “โดยเสนอให้เปลี่ยนฐานะจังหวัดให้เป็นหน่วยองค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งจังหวัด และให้มีการเลือกผู้ว่าราชการในจังหวัดนั้นๆ โดยตรงจากประชาชน”
ประการที่ห้า เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีงบประมาณ ซึ่ง พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. 2502 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นการให้อำนาจกรมต่างๆ ในนามของกระทรวงเป็นผู้เสนองบประมาณจากรัฐ และทำให้กรมต่างๆ มีอำนาจในการแบ่งหรือให้งบประมาณกับหน่วยงานของกรมที่กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ภายใต้การกำกับของกรมนั้นๆ เป็นวิธีการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางทั้งอำนาจกำกับ อำนาจบริหารจัดการงบประมาณ การดำเนินแผนงานโครงการก็ยังผูกขาดอยู่ที่กรม
วิธีการแบบนี้ ผมเชื่อว่ารัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารสมาชิกสภาผู้แทนฯ ที่มีวิธีคิดแบบรวมศูนย์ หรือ Topdown Approach ก็คงจะชอบ เพราะมีอำนาจที่จะเรียกอธิบดีปลัดกระทรวงต่างๆ ในฐานะเป็นผู้แต่งตั้งและกำกับเพื่อต่อรองผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า การแต่งตั้งอธิบดี ปลัดกระทรวงในแต่ละครั้ง รัฐมนตรีที่กำกับกรมและกระทรวงนั้นๆ ได้เรียกผลประโยชน์ เพื่อแลกกับตำแหน่งนั้นๆ
ดังนั้น วิธีการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน ที่ให้กรม กระทรวง เป็นผู้ริเริ่มจัดทำงบประมาณ โดยใช้จังหวัดและอำเภอในนามของส่วนภูมิภาคเป็นเครื่องมือนั้น เขาเล่าขานกันว่า “เป็นวิธีการกระทำที่นำมาซึ่งการคอร์รัปชั่นในเชิงนโยบาย หรือใช้เป็นกลไกแห่งอำนาจเพื่อเรียกหาผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือเป็นช่องทางขอทุนคืนของนักการเมือง”
ผมจึงมีข้อเสนอว่า ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีงบประมาณแผ่นดิน “โดยให้จังหวัดเป็นผู้ริเริ่มหรือเป็นหน่วยงานของบประมาณจากรัฐบาล” จึงทำให้จังหวัดเป็นหน่วยของบประมาณแทนกรม เพราะจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งหน่วยงานในจังหวัด เขาจะรู้กันว่าจังหวัดของตนเองเป็นอย่างไร ระดับการพัฒนาเป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้จังหวัดต่างๆ แข่งขันกันพัฒนาจังหวัด และการจัดสรรงบประมาณก็เป็นไปตามหลักการปัญหาและความเดือดร้อนของแต่ละจังหวัด
วิธีการดังกล่าว เมื่อกระทำคู่กับการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง และปรับเปลี่ยนหน่วยจังหวัดให้เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับจังหวัด หรือมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการตนเอง เท่ากับเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้จังหวัดจัดการตนเอง







