
ส่องอดีตระวังอนาคต องค์เภสัชกรรม
เมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์รับซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากผู้ส่งออกที่ประมาณ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากที่เคยรับซื้อเมื่อตอนต้นปีประมาณ 30.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คืออ่อนค่าลงประมาณ 2.1 บาท หรืออ่อนค่าลงประมาณ 6.7% ต่อเหรียญสหรัฐ ตอนนั้นมีเสียงเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รีบลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อหวังว่าจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง
เมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์รับซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากผู้ส่งออกที่ประมาณ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากที่เคยรับซื้อเมื่อตอนต้นปีประมาณ 30.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คืออ่อนค่าลงประมาณ 2.1 บาท หรืออ่อนค่าลงประมาณ 6.7% ต่อเหรียญสหรัฐ ตอนนั้นมีเสียงเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รีบลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อหวังว่าจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง
ธปท.ไม่ลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลงจาก 2.75% ตามเสียงเรียกร้องจากรัฐบาลและสภาอุตสาหกรรม รัฐมนตรีคลังจึงบอกว่าอยากจะปลดผู้ว่าการ ธปท. (เผื่อจะทำให้ดอกเบี้ยลดลง?)
มาถึงวันนี้ ธปท. หรือความจริงคือคณะกรรมการนโยบายการเงิน ซึ่งมีผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธาน ยังไม่ได้ลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากผู้ส่งออกที่ประมาณ 29.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากที่เคยรับซื้อเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้นประมาณ 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้นประมาณ 3.5%
เสียงเรียกร้องให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงจึงแผ่วลง แต่ยังมีอยู่ ส่วนความต้องการที่จะปลดผู้ว่าฯ ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังหาเหตุผลที่จะปลดไม่ได้ เพราะการปลดผู้ว่าการ ธปท. ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และที่สำคัญจะต้องระบุเหตุผลในการปลดในคำสั่งปลดให้ชัดเจน จะปลดจะย้ายง่ายๆ เหมือนข้าราชการไม่ได้เพราะเป็นตำแหน่งที่สำคัญในฐานะผู้รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ เป็นตำแหน่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย
ตอนที่ผมทำงานเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของสถาบันการเงินหลายปีมาแล้ว ผมมีโอกาสพบปะกับนักลงทุน นักวิชาการ ผู้บริหารระดับสูงทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ รวมทั้งผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างประเทศ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เข้าใจความเป็นไปของประเทศไทยดีกว่าคนไทยจำนวนมาก เขาบอกว่าไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้งกี่หน เขาก็ยังมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ค้ำยัน และมีสถาบันที่คอยดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระสูง
ผมไม่ทราบว่า ตอนนี้ผู้บริหารและนักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อถือและความเป็นอิสระในหน่วยราชการทั้งสามแห่งข้างต้นอยู่ดังเดิมหรือไม่ แต่ที่นำมาพูดก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นความสำคัญของตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ทำไมตำแหน่งนี้จึงไม่ใช่ตำแหน่งประเภทสมบัติผลัดกันชม เอาใครขึ้นมาเป็นก็ได้ จะปลดจะย้ายเมื่อไรก็ได้ เพราะอาจกระทบถึงความเชื่อมั่นในสถาบันธนาคารแห่งประเทศไทย และที่สำคัญกว่าคือความเชื่อมั่นในตัวประเทศไทย
กลับมาเรื่องที่ค้างไว้ดีกว่า การที่เงินบาทอ่อนค่าลงระยะนี้ โดยที่ ธปท.ไม่ได้ลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง ย่อมแสดงให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของ ธปท. ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนที่ ธปท.ให้ธนาคารพาณิชย์กู้ไปปรับสภาพคล่องนั้น หาได้มีผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ขณะนี้ไม่ เพราะถ้าใช่ เงินเหรียญสหรัฐก็ยังไม่ควรแข็งค่าขึ้น และเงินบาทก็ไม่ควรอ่อนค่าลงอย่างที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เนื่องจาก ธปท.ยังไม่ได้ลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลงตามเสียงเรียกร้อง
แล้วถ้าท่านถามว่า อะไรทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง คำตอบก็คือ การที่รัฐบาลออกมายอมรับว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นแค่หนึ่งในหลายๆ มาตรการที่รัฐบาลกับ ธปท. สามารถที่จะงัดขึ้นมาใช้เพื่อสกัดกั้นการไหลเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของประเทศ ซึ่งประมาณ 85% เป็นพันธบัตรรัฐบาล ธปท. และรัฐวิสาหกิจ นอกจากนั้นก็อาจลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
เงินเหล่านี้ว่าไปแล้ว ไม่มีใครทราบว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงคนสุดท้าย ที่บอกว่าเป็นเงินต่างประเทศเพราะมาจากต่างประเทศ ส่วนคนที่เป็นเจ้าของอาจเป็นคนต่างประเทศหรือคนไทยหัวแดงที่มีเงินอยู่ในต่างประเทศต้องการโยกเงินกลับ เพราะทิ้งเงินไว้ต่างประเทศได้รับผลตอบแทนน้อยกว่า ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบที่มาที่ไปของเงิน เพราะหลายประเทศเกรงภัยจากการให้เงินสนับสนุนการก่อการร้ายข้ามประเทศ และเสียงเรียกร้องให้สร้างธรรมาภิบาลในระบบการเงินของโลก ทำให้มีการตรวจสอบการฟอกเงินอย่างเข้มข้นกว่าเดิม และเงินเหล่านี้อาจถูกยึดได้ถ้าตรวจพบว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่สุจริต
ที่ว่านี้เป็นแค่ข้อสังเกตหรือแง่คิด ข้อเท็จจริงไม่ทราบ แต่ที่แน่นอน คือ เงินทุนเหล่านี้มีผู้บริหารที่เก่งและเชี่ยวชาญในการบริหารเงินเพื่อหาผลตอบแทนให้เจ้าของเงินที่เขารับจ้างบริหาร ถ้าตราบใดที่ยังมีช่องทางให้เขาลงทุนหากำไร เขาคงไม่ยอมแพ้หยุดส่งเงินเข้ามาเก็งกำไรเพียงเพราะ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ถ้าการลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนน้อยลง ก็โยกเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น มีกำไรจากการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือ Property Funds มีกำไรไม่ต้องเสียภาษี ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีกำไรจากส่วนเพิ่มของมูลค่า หรือ Capital Gain ไม่ต้องเสียภาษี ถ้าพวกเขายอมจำนนกับการลดดอกเบี้ย ผมรับรองว่ามนุษย์ทองคำเหล่านี้ตกงานแน่นอน
นอกจากนั้น ไม่แน่ว่าการลดดอกเบี้ยจะทำให้เงินทุนไหลไปประเทศอื่น เพราะมาตรการปั๊มเงินใส่ระบบของสหรัฐหรือญี่ปุ่นทำให้เงินท่วมโลก การลงทุนในภาคธุรกิจที่แท้จริงในประเทศของเขา เช่น สร้างโรงงานเพิ่มผลผลิตไม่ทัน เงินจึงไหลออกจากบ้านเขาไปท่วมบ้านคนอื่น โดยเฉพาะบ้านหลังเล็กหลังน้อย มีความสามารถรองรับน้ำได้จำกัด น้ำเริ่มมาก็ดีใจ แต่อยู่ไปๆ น้ำท่วมถึงอกถึงคอ คนในบ้านก็ยังเถียงกันว่า จะเอาน้ำออกจากบ้านอย่างไร และทำอย่างไรถึงจะป้องกันน้ำไม่ให้เข้าบ้าน ทั้งๆ ที่กระแสเงินเหล่านี้ไหลเชี่ยวและแรง ถ้าไม่สร้างเขื่อนให้แข็งแรงทันต่อเวลาคงสกัดไว้ไม่อยู่
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้การลดดอกเบี้ยไม่สามารถสกัดกั้นกระแสเงินนี้ได้ก็เนื่องจากผู้บริหารเงินทุนจะต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ถึงประเทศไทยจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 1% ตามที่มีผู้เสนอเผื่อต่อ ก็ใช่ว่าเขาจะโยกเงินกลับไปลงทุนที่ประเทศอื่นเสมอไป เพราะเขาต้องประเมินความเสี่ยงในการลงทุนในแต่ละประเทศหลายๆ ปัจจัย ไม่ใช่เอาดอกเบี้ยเป็นตัวตัดสินเท่านั้น และยิ่งถ้า ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยโดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้า แล้วถ้าประเทศอื่นลดอัตราดอกเบี้ยตามหรือลดมากกว่า การลดดอกเบี้ยก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด กลายเป็นเรื่องยิงเดาสุ่มเสียกระสุนที่มีอยู่น้อยและควรเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆ โดยเปล่าประโยชน์
เพราะฉะนั้น การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเนื่องจากมีเงินเหรียญสหรัฐไหลเข้ามาพักเก็งกำไร ก็ต้องแก้ไขที่สาเหตุ โดยออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนจากต่างประเทศตรงไปตรงมาไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลาจนน้ำท่วมจมูก ส่วนจะควบคุมอย่างไรให้เหมาะสมเป็นเรื่องที่รัฐบาลกับ ธปท.ควรจะหารือกันเงียบๆ เพราะมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากงานนี้โดยเฉพาะผู้บริหารกองทุน ไม่อยากให้เขาเห็นว่าประเทศนี้มีแต่คนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ยอมให้ประเทศเป็นหมูให้เขาเชือดไม่ว่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่า
มีประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะพูดถึงในที่นี้ ที่มีการพูดกันว่ามีสภาพคล่องเหลืออยู่ในระบบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ถึงรัฐบาลจะออกพันธบัตรหรือระดมเงินกู้ด้วยวิธีอื่นในประเทศอีก 2 ล้านล้านบาท ก็ไม่น่าจะทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในระบบ เพราะรัฐบาลจะทยอยระดมเงินกู้จากตลาดเพียงปีละ 3 แสนล้านบาท เป็นเวลา 7 ปี ซึ่งผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่ยังไม่รวมการกู้เพื่อปิดหีบงบประมาณปีหน้า 3 แสนล้านบาท ปี 2557 จำนวน 2.25 แสนล้านบาท ปี 2558 อีก 1.5 แสนล้านบาท และจะหยุดการกู้ในปี 2560
ผมไม่แน่ใจว่าการกู้เงินของรัฐบาลจะเป็นไปตามแผนหรือไม่ และจะหยุดกู้ได้ในปี 2560 จริงหรือไม่ เพราะข้อสมมติฐานสำคัญคือ นอกจากเศรษฐกิจไทยจะต้องโตขึ้นเฉลี่ยปีละอย่างน้อย 7.5% แล้ว งบประมาณเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวและพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ จะถูกจำกัดไว้ไม่เกินปีละ 4.19 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม ถือเอาตามตัวเลขของรัฐบาล เฉพาะปีงบประมาณหน้า รัฐบาลจะต้องกู้เพิ่มอย่างน้อยๆ ก็ประมาณ 1 ล้านล้านบาท (ขาดดุลงบประมาณ 3 แสนล้านบาท เงินกู้ พ.ร.บ.เงินกู้ 3 แสนล้านบาท เงินกู้ พ.ร.ก.บริหารน้ำ 3.5 แสนล้านบาท) สภาพคล่องส่วนเกินก็จะหายไปครึ่งหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยก็น่าจะเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง และยิ่งดูลงไปในตลาดตราสารหนี้ ในตราสารหนี้ภาครัฐ ณ วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา มีนักลงทุนที่มีถิ่นฐานในต่างประเทศถือครองอยู่ถึง 847,906 ล้านบาท จากยอดรวมทั้งสิ้น 7,179,466 ล้านบาท หรือประมาณ 11.85% สมมติว่า รัฐบาลออกพันธบัตรระดมเงินกู้อีก 1 ล้านล้านบาท แล้วต่างชาติยังลงทุนในสัดส่วนเดิม หมายความว่า จะมีเงินไหลเข้ามาอีกประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ก็จะทำให้เงินบาทยิ่งแข็งค่าขึ้นใช่ไหมครับ
อ้อแล้วสภาพคล่องที่บอกว่าเหลืออยู่ 2 ล้านล้านบาท น่าจะรวมเม็ดเงินต่างชาติอย่างน้อย 8.47 แสนล้านบาทเข้าไปด้วย ก็หมายความว่าหลังจากปี 25562557 แล้ว สภาพคล่องส่วนเกินของคนไทยในประเทศไทยก็คงหมดไปแล้ว การกู้ในประเทศหลังจากนั้นก็ไม่ต่างไปจากการกู้เงินต่างประเทศ เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการจากการกู้ตรงเป็นเงินสกุลต่างประเทศ มาเป็นการกู้เงินบาทโดยให้ต่างชาติเอาเงินเหรียญสหรัฐที่จะให้กู้มาแลกเป็นเงินบาทก่อน ซึ่งดีสำหรับรัฐบาลที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน แต่สำหรับประเทศไทยก็ยังคงต้องรับความเสี่ยงถ้าเงินทุนไหลออกเหมือนการกู้เป็นดอลลาร์ที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินต้มยำกุ้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว
ผมว่าถ้าจะแก้ไขปัญหาอะไร ก็แก้ให้ตรงจุด แก้ที่สาเหตุ และมองประเด็นให้ครบทุกแง่ทุกมุมก่อนดีกว่า







