
แนวทางบาท
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนได้รับเชิญจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ให้ไปร่วมเสวนาในหัวข้อ “บาทแข็ง!!! นโยบายการเงิน การคลัง ที่ควรจะเป็น” ร่วมกับคุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว ผู้เขียนและคุณธีระชัยเห็นตรงกันว่ากระแสเงินตราต่างประเทศจะไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต และแนวโน้มจะมีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ จากเงินทุนของประเทศญี่ปุ่น ที่ได้เริ่มแผนงานอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และเงินอัดฉีดนี้จะไหลเข้าสู่ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทย เพราะความมั่นใจของประเทศญี่ปุ่นต่อประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังจะต้องมีแผนรองรับผลกระทบนี้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนได้รับเชิญจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ให้ไปร่วมเสวนาในหัวข้อ “บาทแข็ง!!! นโยบายการเงิน การคลัง ที่ควรจะเป็น” ร่วมกับคุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว ผู้เขียนและคุณธีระชัยเห็นตรงกันว่ากระแสเงินตราต่างประเทศจะไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต และแนวโน้มจะมีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ จากเงินทุนของประเทศญี่ปุ่น ที่ได้เริ่มแผนงานอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และเงินอัดฉีดนี้จะไหลเข้าสู่ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทย เพราะความมั่นใจของประเทศญี่ปุ่นต่อประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังจะต้องมีแผนรองรับผลกระทบนี้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ต้องขอยอมรับว่าผู้เขียนไม่ค่อยสบายใจเป็นอย่างมากที่เห็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้เพราะจะเป็นการตอกย้ำภาพความขัดแย้งของไทยให้เพิ่มขึ้นในสายตาของต่างประเทศ โดยอาจเข้าใจว่าความขัดแย้งได้ขยายจากการเมืองลามเข้าไปในการเงินการคลังของประเทศแล้ว จึงอยากให้ทั้งสองฝ่ายถอยกันคนละก้าวและมองปัญหาและประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก การที่มาเกี่ยงกันว่าจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยก่อน หรือการที่จะให้กระทรวงการคลังใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักก่อนไม่น่าจะเกิดประโยชน์ แต่ทั้งสองฝ่ายน่าจะมาร่วมพิจารณาออกมาตรการร่วมกัน
ในระยะสั้นน่าจะมีการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยประกอบกับมาตรการอื่นจากกระทรวงการคลังที่ไม่รุนแรงนักในการที่จะส่งสัญญาณให้เห็นว่า ประเทศไทยเอาจริงที่จะให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่แข็งจนเกินไป ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ในสภาวะแวดล้อมแล้ว การลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากนัก เพราะอัตราเงินเฟ้อของทั้งโลกมีอัตราที่ต่ำ และนี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทองคำมีราคาต่ำลง เพราะความต้องการในการถือครองทองคำลดลงจากอัตราเงินเฟ้อของโลกที่ต่ำลงนี้ และอัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนที่แล้วก็อยู่ในระดับที่ต่ำเช่นกัน อีกทั้งในไตรมาสแรกของปีนี้ก็มีสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของทั้งโลก โดยบางประเทศก็ได้เริ่มลดดอกเบี้ยล่วงหน้าไปแล้ว เช่น ยูโรโซน และประเทศเกาหลี เป็นต้น
การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดส่วนต่างของผลตอบแทนให้ลดลง ลดแรงจูงใจในการนำเงินเข้ามาหาผลตอบแทนจากส่วนต่าง อีกทั้งยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของธนาคารแห่งประเทศไทยเองในการดูดซับเงินทุนที่ไหลเข้ามา ลดค่าใช้จ่ายของรัฐในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นการช่วยเหลือหน่วยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่า แต่ผู้เขียนก็เชื่อว่าการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียวก็อาจไม่สามารถจะหยุดการไหลเข้าของเงินทุนที่มีต้นทุนที่ต่ำมากได้ ดังนั้น การออกมาตรการอื่นของกระทรวงการคลังร่วมด้วยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องพิจารณาใช้ Macro Prudential Policies ในการควบคุมการดำเนินงานของสถาบันการเงิน เพื่อไม่ให้เกิดฟองสบู่ในด้านต่างๆ เช่น การกำหนดให้เพิ่มเงินมัดจำในการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อป้องกันฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ หรือการปรับเพิ่มมาร์จิ้นในการซื้อหุ้นในการควบคุมฟองสบู่ในตลาดหุ้น เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ต้องคำนึงอย่าใช้มาตรการที่รุนแรงจนเกินไปเหมือนในอดีต เพราะประเทศไทยยังต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศอยู่ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ต้องการเงินเก็งกำไรในช่วงสั้นๆ ที่จะมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยได้ ดังนั้น มาตรการที่นำมาใช้ควรเริ่มจากเบาไปหาหนักตามความจำเป็น
นอกจากนี้ การที่จะต้องบริหารจัดการเงินที่เข้ามาเพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ให้กับประเทศที่สุดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การนำเงินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ก็เป็นสิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ การส่งเสริมให้บริษัทไทยไปซื้อทรัพย์สินและลงทุนในต่างประเทศ เช่น การที่กลุ่มไทยเบฟซื้อบริษัท F&N หรือซีพีซื้อธุรกิจประกัน ผิงอัน ประเทศจีน หรือซีพีออลล์ซื้อแม็คโคร เป็นต้น โดยต้องส่งเสริมให้ใช้เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในไทยและต้องระวังในการลงทุน อย่าให้เหมือนกับบริษัทในประเทศญี่ปุ่นที่ต้องประสบการขาดทุนอย่างมากในการซื้อสินทรัพย์จำนวนมากในประเทศอเมริกาเมื่อในอดีต
ในระยะยาวการพิจารณาการใช้เงินบาทเป็นสกุลหลักในภูมิภาคตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาดำเนินการ เพราะมีการคาดกันว่าเมื่อรวมเป็น AEC แล้ว ประเทศใน AEC จะมีการค้าขายระหว่างกันมากถึง 4050% ของการค้าขายทั้งหมด หากใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลัก ประเทศไทยจะได้ประโยชน์มาก แต่ต้องขึ้นกับการปรับตัวในการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าจะมีกรอบคิดรองรับการดำเนินการได้ไหม หรือการกำหนดค่าเงินบาทอิงกับค่าเงินหยวนตามที่ผู้เขียนเคยเสนอไว้แล้ว โดยประเทศจีนที่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งที่สำคัญของไทย และจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นไปอีก ก็อยากให้มีการช่วยพิจารณากันเพื่อประโยชน์ในระยะยาวของประเทศไทย
ขอฝากข้อคิดว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ค่าของบาทอยู่ที่ผลของมาตรการ







