ค่าแรง 300 บาท แก้อย่างไรก็ไม่ "ตรงจุด"
ผ่านมา 5 เดือนแล้ว หลังการปรับเพิ่มค่าแรง 300 บาททั่วประเทศมีผลใช้บังคับ แต่ทว่ามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ผ่านมา 5 เดือนแล้ว หลังการปรับเพิ่มค่าแรง 300 บาททั่วประเทศมีผลใช้บังคับ แต่ทว่ามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นพรวดเดียว 40-50% เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง ยิ่งถูกซ้ำเติมจากแรงกระแทกของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 4% ตั้งแต่ต้นปี ผลกระทบยิ่งหนักหน่วง
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ยอดปิดกิจการเพิ่มขึ้นอย่างมี “นัยสำคัญ” ในห้วงยามนี้
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ เผยว่า ไตรมาสแรกปีนี้มีธุรกิจยื่นขอเลิกกิจการ 2,697 ราย ลดลง 3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในช่วง 4 เดือนแรกของปี (ม.ค.-เม.ย.) ธุรกิจส่งออกเลิกกิจการ 127 ราย เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีธุรกิจส่งออกปิดกิจการ 144 ราย
“สาเหตุการเลิกกิจการในปีนี้ส่วนใหญ่ระบุว่า ประสบปัญหาขาดทุนมากเป็นอันดับหนึ่ง แตกต่างจากปีก่อนที่มีสาเหตุเลิกกิจการจากการขัดแย้งทางธุรกิจ การลาออก หรือการตายของหุ้นส่วน” ณัฐวุฒิ ตั้งข้อสังเกต
สอดคล้องกับข้อมูลและคำอธิบายของวิโรจน์ ณ ระนอง แห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่บอกว่า แม้การปรับค่าแรงจะบังคับใช้แต่ต้นปี แต่สถานประกอบการจำนวนมากยังไม่ปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ในทันที แต่นายจ้างทุกคนต่างก็รู้ “ธง” ว่าค่าแรงต้องปรับเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาท ในไม่ช้า
“การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ การปรับเพิ่มค่าแรงไม่รุนแรงในทันที เพราะสถานประกอบการจำนวนมากยังไม่ปรับเพิ่มค่าจ้างเป็น 300 บาทต่อวัน ซึ่งตรงนี้ครอบคลุมลูกจ้างนับล้านคนทีเดียว ขณะที่ลูกจ้างก็สมยอมและเห็นใจนายจ้าง ไม่เช่นนั้นหากนายจ้างปิดกิจการ ตัวเองก็ตกงาน” วิโรจน์ กล่าว
ในทางกลับกัน ผู้ใช้แรงงานต่างได้รับผลกระทบถ้วนหน้า วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ระบุว่า การปรับค่าจ้างทำให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จริง แต่โดยรวมแล้วชีวิตความเป็นอยู่แรงงานไม่ได้ดีขึ้น เพราะค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำ และค่าไฟฟ้า
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ รายได้จากค่าทำงานล่วงเวลา (ค่าโอที) ที่หดหายไป เพราะเงินค่าโอทีจะผูกติดกับค่าจ้าง หากค่าจ้างสูง ค่าโอทีก็ต้องเพิ่มตามสัดส่วน ส่งผลให้นายจ้างเร่งลูกจ้างผลิตสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องจ้างงานล่วงเวลา ยกเว้นกรณีที่จำเป็นจริงๆ จากที่แรงงานเคยได้เงินบวกกับค่าโอทีวันละ 400500 บาท ก็ลดลงเหลือ 300 บาท
“วันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานก็ยังเหมือนเดิม เพราะค่าแรงที่เพิ่มขึ้น แต่ค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้น ซ้ำนายจ้างบางรายยังถือโอกาสใช้เป็นข้ออ้างปิดกิจการ และไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ซ้ำแรงงานที่มีอายุมากต้องตกอยู่ในความหวาดระแวง ไม่รู้จะถูกเลิกจ้างวันไหน” วิไลวรรณ สะท้อนชีวิตแรงงาน
เหล่านี้เป็นผลพวงส่วนหนึ่งจากการปรับเพิ่มค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ
แต่หากโฟกัสไปที่มาตรการที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือเยียวยากิจการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีหรือสถานประกอบการที่มีคนงาน 1199 คน ที่มีแรงงานในระบบ 9.99 ล้านคน พบว่าที่มีต้นทุนประกอบการเพิ่ม 8.95% ขณะที่กิจการที่มีการจ้างงาน 09 คน ต้นทุนเพิ่มขึ้น 17.81%
นั่นเพราะกิจการเหล่านี้ล้วนแล้วมีต้นทุนแรงงาน “คน” ในสัดส่วนที่สูงกว่าการใช้ “เครื่องจักร” มาก
ด้วยเหตุนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเสนอไอเดียต่อคณะกรรมการ “เฉพาะกิจ” ช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มี นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นประธาน ให้อนุมัติหลักการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนเครื่องจักร (Venture Capital) 1,000 ล้านบาท และกองทุนเครื่องจักร (Machine Fund) 3,400 ล้านบาท
ทั้งนี้ กองทุนร่วมทุนลงทุนเครื่องจักรจะใส่เงินร่วมทุนกับเอสเอ็มอีในสัดส่วนไม่เกิน 1535% ของทุนจดทะเบียนเพื่อเป็นทุนจัดซื้อเครื่องจักร เงื่อนไขร่วมทุนไม่เกิน 5 ปี ส่วนกองทุนเครื่องจักรจะทำหน้าที่ชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้ให้เอสเอ็มอีที่กู้เงินไปซื้อเครื่องจักรในอัตรา 5% เป็นเวลา 5 ปี โดยมีวงเงินกู้ไม่เกิน 25 ล้านบาท
แต่เมื่อพิเคราะห์มาตรการนี้ก็จะพบว่าแก้ปัญหาได้เฉพาะกลุ่มเฉพาะรายเท่านั้น เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีบางธุรกิจไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น เย็บผ้า เซรามิก และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น แต่ที่น่าห่วงมากกว่า คือ แม้มีกองทุนฯ แต่เอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะติดเงื่อนไขต่างๆ เช่น เงินค้ำประกัน
“หลายรัฐบาลจัดตั้งกองทุนเครื่องจักรมาเป็น 10 ปี แต่ปล่อยกู้จริงได้ 510% เพราะถ้าเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพเขาคงไม่ง้อกองทุนฯ เขากู้จากสถาบันการเงินเลย จึงต้องปลดล็อกเงื่อนไขให้ง่ายขึ้น ให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงิน แต่ผมมองว่าถ้าปลดล็อกเงื่อนไขให้ง่ายขึ้นก็ยากอยู่ดี” สมมาตร ขุนเศรษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุ
นอกจากนี้ หากยังให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้พิจารณาการเข้าร่วมทุน หรือชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย แต่หากกิจการไปไม่รอด เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งยังมีโทษทางวินัยและอาญาด้วย ก็คงไม่มีใครอยากทำหน้าที่ตรงนี้ หรือหากทำก็ต้องมีเงื่อนไขมาก เช่น สอบบัญชีย้อนหลังหรือมองอนาคตธุรกิจใน 35 ปีข้างหน้า
สรุปได้ว่ากองทุนเครื่องจักรที่ตั้งขึ้น จะไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
สมมาตร ย้ำว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท ให้ตรงจุด ก็ควรตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างค่าจ้างฯ แต่รัฐบาลไม่สนใจ เพราะจะถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือนายจ้าง ทั้งๆ ที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินจำนวนมากช่วยเหลือคนบางกลุ่ม โดยที่ไม่มองว่าหากช่วยเหลือนายจ้างก็เท่ากับช่วยเหลือลูกจ้างและระบบเศรษฐกิจ
เท่ากับว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลเข็นออกมาต่อลมหายใจเอสเอ็มอีที่ร่อแร่ขณะนี้เป็นยาทาที่รักษาไม่ถูกโรค เช่น กองทุนที่เป็นแหล่งทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพราะก่อนหน้านี้ กรมบัญชีกลางระบุว่าปัจจุบันมีกองทุนประเภทกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ กว่า 1 แสนล้านบาท แต่ติดเงื่อนไขจึงปล่อยกู้ไม่ได้ รวมไปถึงกองทุนเครื่องจักร
แต่สิ่งที่นักวิชาการและตัวแทนเอกชนเห็นตรงกัน คือ วันนี้การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำไม่อาจย้อนกลับไปได้แล้ว แต่ทำอย่างไรให้ธุรกิจต้องปรับตัวและอยู่รอดได้ ซึ่งในมุมนี้ พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. ให้มุมมองว่ารัฐบาลต้องจัดส่ง “นักวินิจฉัยกิจการ” ที่เชี่ยวชาญจริงๆ ไปทำงานร่วมกับเอสเอ็มอีในการปรับตัว โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิต
“จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องจัดส่งที่ปรึกษาหรือนักวินิจฉัยกิจการไปให้คำปรึกษาในเชิงลึก และเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาให้เอสเอ็มอีมีกำไรและอยู่ได้ ขณะที่เจ้าของธุรกิจก็ต้องร่วมทำงานด้วย ไม่เช่นนั้นไม่ว่าตั้งกองทุนอะไร ปล่อยกู้ให้เท่าไรก็ยิ่งเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นเท่านั้น” พยุงศักดิ์ ระบุ
เช่นเดียวกัน นักวิจัยของทีดีอาร์ไออย่าง วิโรจน์ สะท้อนมุมมองว่า เอกชนเท่านั้นที่ต้องปรับตัวช่วยเหลือตัวเอง ไม่ต้องหวังพึ่งคนจากภาครัฐมาช่วย เพราะเขาไม่เคยทำธุรกิจจะรู้ดีกว่าผู้ประกอบการได้อย่างไร ขณะที่ตัวนายจ้างต้องปรึกษากับลูกจ้างอย่างใกล้ชิดว่าจะลดต้นทุนการผลิตในแต่ละกระบวนการได้อย่างไร นี่น่าจะเป็นทางออกในการปรับตัว
เรียกได้ว่าต้องยกเครื่องกิจการกันทีเดียวโดยเฉพาะประเด็นที่นายจ้างต้องคิดอยู่เสมอ คือ หมดเวลาที่จะผลิตสินค้าขายโดยอาศัยค่าแรงถูกอีกแล้ว ส่วนการปรับตัวก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ สินค้าไหนที่ไปไม่รอดก็ต้องปรับเปลี่ยน คนงานก็ต้องเพิ่มทักษะขึ้น เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อเศรษฐกิจเมียนมาร์และกัมพูชาปรับตัวครั้งใหญ่ ไทยจะไม่มีแรงงานราคาถูกให้ใช้แล้ว
ส่วนหน้าที่ของรัฐบาล คือ การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและเทคนิค การอุดหนุนการอบรมแรงงาน โดยเฉพาะการดูแลค่าเงินบาทให้ธุรกิจแข่งขันได้
พิษค่าแรง 300 บาท ที่เอสเอ็มอีประสบขณะนี้ เรียกว่าคงหมดหวังพึ่งภาครัฐ เพราะมาตรการทั้งหลายที่ประโคมออกมาก็ฟ้องอยู่แล้วว่าแค่แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ


