
เถ้าลอยลิกไนต์
“ถ่านหินลิกไนต์” ถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ขณะเดียวกันมีการคิดค้นนำเถ้าลอยลิกไนต์ ที่ได้จากการผลิตไฟฟ้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์
“ถ่านหินลิกไนต์” ถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ขณะเดียวกันมีการคิดค้นนำเถ้าลอยลิกไนต์ ที่ได้จากการผลิตไฟฟ้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำการวิจัย นำเถ้าลอยลิกไนต์จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมาเป็นส่วนผสมการทำปะการังเทียม
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า การกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ของไทย ทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน จนถูกจัดให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องหามาตรการป้องกันแก้ไขเร่งด่วน เพราะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการประมงชายฝั่ง กฟผ.จึงมอบทุนสนับสนุนโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เรื่อง “การศึกษาและทดลองประยุกต์ใช้ปะการังเทียมผสมเถ้าลอยลิกไนต์ เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร” เป็นเงิน 10.67 ล้านบาท ระยะเวลาศึกษา 5 ปี (เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2552ปัจจุบัน) หวังให้เป็นโครงการนำร่องในการแก้ปัญหา และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลที่กำลังเสื่อมโทรมให้คืนความอุดมสมบูรณ์
สำหรับปะการังเทียมผสมเถ้าลอยลิกไนต์ สามารถนำไปใช้ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ด้วยเถ้าลอยลิกไนต์ เป็นวัสดุพลอยได้จากการผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง มีมากถึง 3 ล้านตันต่อปี เมื่อนำเถ้าลอยลิกไนต์ในอัตราส่วน 30% ผสมกับซีเมนต์ 70% จะได้คอนกรีตที่มีคุณสมบัติในการต้านทานการกัดกร่อนจากซัลเฟตได้มากกว่าปะการังเทียมชนิดอื่นๆ ที่เคยใช้ในประเทศไทย และมีต้นทุนถูกกว่าซีเมนต์ (เถ้าลอยลิกไนต์ ราคา 30 สตางค์ต่อกิโลกรัม/ซีเมนต์ราคา 2 บาทต่อกิโลกรัม)
นอกจากนี้ ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า เถ้าลอยลิกไนต์ไม่มีผลกระทบต่อสัตว์ทะเล และไม่มีการปล่อยมลสารใดๆ ที่ผ่านมาเขื่อนขนาดใหญ่ในลาวล้วนนำเถ้าลอยลิกไนต์เป็นส่วนผสมในการก่อสร้างเขื่อนเพื่อลดต้นทุน และทำให้เขื่อนมีความคงทน แข็งแรง ไม่มีปัญหาน้ำซึมผ่าน เถ้าลอยลิกไนต์ยังใช้เป็นส่วนผสมของงานด้านโยธา ที่ใช้กันแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ เช่น เสาเข็ม คอนกรีตแผ่น ไปจนถึงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อีกด้วย
การจัดวางแนวปะการังเทียมกันคลื่นใต้น้ำ ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ประกอบด้วย แท่งปะการัง จำนวน 289 แท่ง มี 3 ขนาดด้วยกัน คือ ขนาดเล็ก 114 แท่ง ขนาดกลาง 116 แท่ง และขนาดใหญ่ 59 แท่ง โดยนำมาจัดวางซ้อนกันในทะเลที่ความลึกประมาณ 2-3 เมตร จำนวน 5 แถว ยาวประมาณ 100 เมตร แนวปะการังเทียมจะทำหน้าที่เป็นกำแพงใต้น้ำกั้นคลื่นให้สลายตัวก่อนกระทบชายฝั่ง เป็นบ้านอยู่อาศัยของสัตว์ทะเล เป็นที่เกาะเกี่ยวและขยายพันธุ์ของปะการัง เป็นสถานที่อนุบาลตัววัยอ่อนของสัตว์ทะเล อีกทั้งเป็นที่หลบภัยของสัตว์ทะเลอีกด้วย นับว่าเป็นโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จ สามารถนำไปขยายผลเพื่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดอื่นๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กฟผ.มีนโยบายให้การสนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ปีละประมาณ 200 ล้านบาท โดยให้การสนับสนุนทุนวิจัยตั้งแต่ปี 2549 รวมสนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้นแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท







