
"จัดกลุ่มรถยนต์ใหม่" ขึ้นเบี้ยประกัน...อย่างแยบยล
การแบ่งกลุ่มรถยนต์ใหม่ออกเป็น 20 กลุ่ม เพื่อที่จะใช้เป็นฐานข้อมูลในการคิดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์กับผู้บริโภค
โดย..ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
การแบ่งกลุ่มรถยนต์ใหม่ออกเป็น 20 กลุ่ม เพื่อที่จะใช้เป็นฐานข้อมูลในการคิดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์กับผู้บริโภค จากปัจจุบันที่ใช้กันอยู่แค่ 5 กลุ่มนั้น เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณให้ลูกค้าได้รับรู้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้การคิดค่าเบี้ยประกันรถจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
เมื่อได้มีการใช้ข้อมูลเชิงรุกด้านวิศวกรรมยานยนต์เข้ามาศึกษารายละเอียดของรถแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อเพิ่มเติม แตกต่างจากเดิมที่มีแค่ 5 กลุ่ม และใช้แค่ประวัติ ความสูญเสีย ความเสียหายจากอุบัติเหตุและมูลค่าอะไหล่มาเป็นองค์ประกอบเท่านั้น ทำให้เมื่อมีรถรุ่นใหม่ป้ายแดงออกมาสู่ท้องตลาด ทำให้ข้อมูลสถิติเดิมไม่สามารถนำมาใช้คิดค่าเบี้ยได้ ทำได้แค่คิดค่าเบี้ยแบบคร่าวๆ หรือจัดกลุ่มรถให้อยู่ใกล้เคียงของเดิมให้ได้มากที่สุด
โดยทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยในฐานะเจ้าของโครงการ 20 กลุ่มนี้ ยืนยันว่าข้อมูลที่ได้มาใหม่นี้จะมีความละเอียด ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด รถรุ่นไหน ยี่ห้อไหน มีความเสี่ยงมากก็ต้องเสียค่าเบี้ยมาก
ในทางกลับกัน ถ้ารถรุ่นไหน ยี่ห้อไหน มีความเสี่ยงต่ำก็ต้องเสียค่าเบี้ยน้อยลงด้วย ไม่เหมือนกับปัจจุบันที่รถบางกลุ่มมีความเสี่ยงต่ำถูกจัดไปอยู่ในกลุ่มรถที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้ค่าเบี้ยต้องสูงตามไปด้วย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้น
ทั้งนี้ ทางสมาคมจึงได้ว่าจ้างให้บริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย) ซึ่งมีประสบการณ์มายาวนานกว่า 40 ปี ด้านการเป็นศูนย์วิจัยด้านการซ่อมแซมและประกันภัยยานยนต์จากอังกฤษ เข้ามาทำหน้าที่จัดกลุ่มดังกล่าว
สำหรับรถยนต์ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการจัดกลุ่มครั้งนี้ เน้นไปที่รถเก๋งและรถปิกอัพ ซึ่งเป็นผู้ใช้รถยนต์กลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นหลัก โดยทัทชามจะจัดกลุ่มความเสี่ยงจากปัจจัยด้านความยากง่ายในการซ่อมแซมเวลาเกิดอุบัติเหตุ การประเมินค่าความเสียหายของค่าอะไหล่และค่าแรงงาน โดยเฉพาะราคาอะไหล่ โดยใช้อะไหล่ทั้งหมด 23 ชิ้นที่มีการใช้งานบ่อย ระบบป้องกันการโจรกรรมทั้งตัวรถและทรัพย์สินที่อยู่ในรถ รวมถึงสมรรถนะ ระยะเบรก อัตราเร่ง น้ำหนักรถ และการเป็นรถผลิตในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ ก็มีผลต่อการจัดกลุ่มครั้งนี้ด้วย
เป็นการจัดความเสี่ยงของรถยนต์นับตั้งแต่เริ่มผลิตออกจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภค บริษัทประกันภัย รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์รับรู้ความเสี่ยงทันทีตั้งแต่เริ่มขายได้ ซึ่งของไทยจัดออกมา 20 กลุ่มดูเหมือนจะมาก แต่ก็ยังน้อยกว่าของอังกฤษที่มีมากถึง 50 กลุ่ม
หากดูตัวเลขแล้ว กลุ่มที่ 1 จะเป็นรถที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำสุดไล่ไปจนถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด คือ กลุ่มที่ 20 ซึ่งหากดูข้อมูลที่ทัทชามเผยแพร่ออกมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่ารถกลุ่มที่มีความหรูหรา มีราคาแพง แถมนำเข้ามาจากต่างประเทศ เป็นรถในฝันของหลายๆ คน เช่น เบนทลี่ย์ เฟอร์รารี พอร์ช เลกซัส แลมโบร์กินี หรือแม้แต่รถสปอร์ตของเบนซ์และบีเอ็มดับเบิลยู ต่างก็ถูกจัดกลุ่มไปอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่อันดับ 20 ตามความแรงของรถ
ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นรถนำเข้า ค่าอะไหล่ต้องนำเข้ามามีราคาแพง สมรรถนะของรถมีอัตราเร่งที่รุนแรง เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นความเสียหายจะมาก เรียกได้ว่าเวลาเกิดเหตุขึ้นแต่ละครั้งค่าสินไหมทะลุเพดานก็ว่าได้ ทำให้รถกลุ่มหรูหราเหล่านี้เป็นรถที่มีความเสี่ยงสูงในสายตาบริษัทประกัน ซึ่งในปัจจุบันรถกลุ่มนี้ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบนสุดที่มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วเช่นกัน ดังนั้น ค่าเบี้ยกลุ่มนี้จึงคงอยู่ในอัตราที่สูงสุดเหมือนเดิม
แต่หากเป็นกลุ่มรถหรูแม้จะเป็นรถนำเข้า มีการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมขึ้นได้ เช่น นำเทคโนโลยีระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติมาใช้อย่างรถวอลโว่ ที่ทำให้รถยนต์เบรกอัตโนมัติเองทันทีเมื่อพบว่าอาจมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างหน้า ก็จะทำให้ความถี่ในการเกิดความเสียหายลดลงได้ ส่งผลให้อัตราสินไหมทดแทนลดลงตามไปด้วย การจัดกลุ่มความเสี่ยงก็จะดีขึ้น ในทางกลับกันหากเป็นรถที่มีการผลิตภายในประเทศ มีปริมาณรถออกมาเป็นจำนวนมาก เมื่อพิจารณาให้คะแนนตามปัจจัยต่างๆ แล้ว แม้จะเป็นรถเล็กหรือซิตี้คาร์ ก็อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มบนๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำในกลุ่มที่ 1 ถึง 3 ก็ได้ เช่น นิสสัน มาร์ช มาสด้า 2 มิตซูบิชิ มิราจ หรืออย่าง โตโยต้า วีออส ซึ่งรถกลุ่มนี้ค่าเบี้ยที่ถูกคิดก็จะไม่สูงมากนัก ตามราคารถเองที่ก็ไม่ได้สูงมากเช่นกัน
แต่หากพบว่าระบบรักษาความปลอดภัยของรถลดน้อยลง เพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น ไม่มีคานกันกระแทกเสริมเข้ามา มีแต่เพียงกันชนธรรมดา เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นความเสียหายก็จะสูง ก็จะถูกจัดอันดับให้มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อค่าเบี้ยประกันด้วย
อย่างไรก็ตาม การจะนำโครงสร้างกลุ่มรถ 20 กลุ่มมาบังคับใช้ได้นั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก่อน ซึ่งเชื่อว่าทาง คปภ.ก็คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด ถึงจะไฟเขียวออกมาใช้ได้
สุดท้ายแล้วเชื่อว่า อีกไม่นานนี้โครงสร้างกลุ่มรถใหม่ 20 กลุ่มนี้คงถูกนำมาใช้แน่ และค่าเบี้ยประกันที่คิดในรถแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อคงต้องมีการปรับขึ้นไปตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งคงต้องมีการปรับพิกัดเบี้ยขั้นต่ำและขั้นสูงในแต่ละกลุ่มกันใหม่ ดังนั้น อย่างดีที่สุดค่าเบี้ยที่จะคิดกันใหม่คงเสมอตัวกับปัจจุบัน แต่จะให้ปรับลดลงคงเป็นเรื่องยาก ในเมื่อต้นทุนค่าสินไหมปัจจุบันได้ปรับเพิ่มขึ้นไปรออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าซ่อม ค่าอะไหล่ จึงหนีไม่พ้นค่าเบี้ยต้องขึ้นอยู่ดี







