
เพื่อไทยผวา!!!ข่าวปลอด ผบ.ทบ.
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที เมื่อเกิดกระแสข่าวรัฐบาลส่งสัญญาณเตรียมปลด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
โดย...ทีมข่าวการเมือง
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที เมื่อเกิดกระแสข่าวรัฐบาลส่งสัญญาณเตรียมปลด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ. ไปดำรงตำแหน่ง ผบ.สส. หรือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ดับฝันที่จะครองตำแหน่งยาวไปจนถึงเกษียณอายุราชการ ในปลายเดือน ก.ย. 2557
ไม่แปลกที่ “เพื่อไทย” จะต้องรีบออกมาตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ปล่อยให้ “รอยร้าว” นี้บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งหรือความหวาดระแวงระหว่างกองทัพและรัฐบาล ซึ่งเวลานี้ดูจะทำงานเข้าขาแบบไร้รอยต่อ ต่างจากเมื่อครั้งรัฐบาลเพื่อไทยเริ่มต้นบริหารงานที่ปรากฏอาการระหองระแหงอยู่บ่อยครั้ง
เริ่มตั้งแต่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ที่ออกมาชี้แจงเรื่องนี้แบบชัดเจนว่า ไม่มีสาเหตุอะไรที่ต้องย้าย พล.อ.ประยุทธ์ และยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดเรื่องการโยกย้าย
“ข่าวที่มีอยู่ในขณะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรไม่ทราบ และลือกันจนเละเทะ เพราะไม่มีสาเหตุอะไร เมืองไทยเป็นแบบนี้มีแต่ข่าวลือจนน่ารำคาญ ระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ กองทัพนั้น ยังมีความสัมพันธ์ระดับที่ดี”
สอดรับกับ “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาแถลงว่าเรื่องนี้เป็นการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริง วันนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกับ ผบ.ทบ.ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ผบ.ทบ.กับกองทัพทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนและประเทศชาติ วันนี้การประสานงานเป็นไปด้วยดี
พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยข่าวในลักษณะนี้เป็นความพยายามเสี้ยมให้เกิดความขัดแย้ง โดยพุ่งเป้าไปที่ “สุริยะใส กตะศิลา” ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวในโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีการปล่อยข่าวเรื่องนี้
ไม่ว่ากระแสข่าวปลด ผบ.ทบ. จะออกมาจากไหน แต่ที่แน่ๆ ย่อมไปกระตุ้นความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นอีกรอบ เพราะความพยายามเลื่อยขาเก้าอี้ พล.อ.ประยุทธ์ ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลเพื่อไทยก้าวสู่อำนาจ และยังมีปัญหาค้างคาใจกันเมื่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
ยังไม่รวมกับขั้วอำนาจเก่าที่ถูกสกัดดาวรุ่งไปเมื่อครั้งหลังการปฏิวัติ ที่ต้องการกลับมาทวงคืนความชอบธรรม หรือต้องการล้างเครือข่ายมือไม้ในกองทัพที่วางไว้เหนียวแน่นในช่วงหลังการปฏิวัติ ไม่ให้กลายเป็นหอกข้างแคร่สร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลอยู่ร่ำไป
ยิ่งหากมองข้ามช็อตไปถึงท่าทีแข็งกร้าวของ ผบ.ทบ. ต่อการประกาศรักษาอธิปไตยในพื้นแผ่นดินไทย อาจไม่เป็นที่พออกพอใจของรัฐบาลนัก โดยเฉพาะเวลานี้กำลังลุ้นระทึกผลการตัดสินใจคดี ที่กัมพูชายื่นให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตีความคำพิพากษา 2505 ที่จะมีการตัดสินในช่วงปลายปีนี้ ท่ามกลางการลุ้นระทึกว่าผลคำตัดสินจะออกมาอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการดัน ผบ.ทบ.ไปดำรงตำแหน่งอื่นก่อนเกษียณอายุราชการก็มีให้เห็นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ที่ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค. 254630 ก.ย. 2547 ก็ถูกดันไปนั่งตำแหน่ง ผบ.สส.ในช่วงปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ต่อ
ก่อนหน้านั้น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ยาว 4 ปี ตั้งแต่ 1 ต.ค. 254130 ก.ย. 2545 ก็ถูกดันไปดำรงตำแหน่ง ผบ.สส.ในช่วงปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ พร้อมดันให้ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ ขึ้นมา ทำหน้าที่ ผบ.ทบ. 1 ต.ค. 2545–30 ก.ย. 2546 และไปดำรงตำแหน่ง ผบ.สส. ต่อในช่วง 1 ต.ค. 2546–30 ก.ย. 2547







