
ไทยสกัดเงินร้อนไม่อยู่
ต่างชาติจับตามาตรการคุมบาทใกล้ชิด นายแบงก์ชี้ไทยต้านเงินไหลเข้าไม่อยู่
ต่างชาติจับตามาตรการคุมบาทใกล้ชิด นายแบงก์ชี้ไทยต้านเงินไหลเข้าไม่อยู่
นายพอล แม็กเคล กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์วิจัยสกุลเงินภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่านักลงทุนต่างชาติจับตามองสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า 4 ระดับมาใช้ เชื่อว่าตั้งแต่ไตรมาสนี้ไปจนถึงสิ้นปีค่าเงินบาทจะเริ่มมีแนวโน้มแข็งค่าในระดับที่ช้าลง
มาตรการที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากที่สุดคือการกำหนดระยะเวลาถือครองพันธบัตรและการเก็บภาษี
“หากใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปจะก่อให้เกิดความผันผวนของค่าเงิน แม้ว่าจะคุมเฉพาะตลาดพันธบัตร แต่ผู้ลงทุนในตลาดอื่นจะวิตกอยู่ดี” นายแม็กเคล กล่าว
นอกจากนี้ มาตรการอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่คงจะได้ผลในช่วงสั้น ระยะยาวคงไม่สามารถต้านทานเงินที่มีท่วมโลกจากการอัดฉีดเศรษฐกิจในอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือการชะลอการแข็งค่าของเงินให้ช้าและเกาะกลุ่มไปกับประเทศคู่แข่งการค้าในภูมิภาคนี้
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้เห็นชัดว่าเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าไปอยู่ในตลาดตราสารหนี้ การออกมาตรการโดยเน้นไปที่ตราสารหนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด แต่อาจจะทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ลดลงทำให้ คนซื้อตราสารหนี้น้อยลง เพราะกลัวโดนเก็บภาษี ทำให้ปริมาณตราสารหนี้มีเหลือมาก ก็จะทำให้ผลตอบแทนลดลง
“ธนาคารก็มีการนำสินทรัพย์สภาพคล่องลงในตลาดตราสารหนี้ แต่จำนวนไม่มาก ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการปล่อยกู้ที่ต้องสอดคล้องกับการระดมสภาพคล่อง” นายปรีดี กล่าว
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการนี้จะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่คงไม่สามารถห้ามให้เงินไหลไปลงทุนในตลาดอื่นได้ แต่กรณีการลงทุนในตลาดหุ้น หากจะหวังเก็งกำไรจากค่าเงินเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถทำได้ ประกอบกับราคาหุ้นในปัจจุบันมีราคาสูงขึ้นมาก การเก็งกำไรก็ยิ่งไม่น่าทำได้ง่าย
นายทรงพล กล่าวว่า เชื่อว่าในระยะปานกลาง มาตรการดอกเบี้ยคงไม่มีผลต่อค่าเงิน เพราะดอกเบี้ยของไทยไม่ได้เป็นเลข 2 หลัก และดอกเบี้ยของไทยกับเงินเฟ้อก็ต่างกันไม่มาก หากลดดอกเบี้ยผู้ออมที่อยู่ในวัยเกษียณจะลำบาก ไม่เงินมากพอซื้อสินค้าที่ราคาแพงขึ้น เรื่องดอกเบี้ยจึงต้องมอง 2 ด้าน
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ภาคธุรกิจเห็นว่าเป็นระดับที่ยังพอประคับประคองธุรกิจได้อยู่ที่ระดับใกล้ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทางผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมก็เห็นสอดคล้องกันว่าเป็นไปได้ยากที่จะไปกำหนดค่าเงินไว้ที่ระดับใดระดับหนึ่งเพราะโดยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี คาดว่าจะทำให้มีเงินไหลเข้ามาและทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งในฝั่งของผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินไหลบ่าเข้ามา แต่ ธปท.ต้องดูแลให้เงินแข็งค่าขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า 4 เดือนแรกของปีนี้มีธุรกิจส่งออกจดทะเบียนเลิกกิจการ 127 ราย เป็นกลุ่มสินค้าเกษตร เลื้อผ้าแฟชั่นรวม และกลุ่มยานยนต์ เนื่องจากขาดทุน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากเงินบาทแข็งค่า
**ทั้งนี้ จากแบบสอบถามมีผู้ประกอบการได้ระบุว่าปิดกิจการ เพราะประสบปัญหาขาดทุน มาเป็นเหตุผลอันดับหนึ่ง แตกต่างจากปีก่อนๆ ที่ปิดกิจการเพราะการขัดแย้งทางธุรกิจ การลาออก หรือการตายของหุ้นส่วน โดยอาจเป็นผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า จึงทำให้ประสบปัญหาขาดทุนได้ ซึ่งตามปกติผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างชัดเจนภายใน 6 เดือน และช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เริ่มเห็นผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้น
**หากไม่มีมาตรการออกมาช่วยเหลือหรือลดผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างจริงจัง คาดว่าในเดือนพ.ค.กิจการด้านการส่งออกจะเลิกกิจการเพราะขาดทุนเพิ่มขึ้นจากเดือนนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องเร่งหามาตรการจัดการค่าเงินบาทอย่างชัดเจน โดยนำข้อเสนอจากกระทรวงการคลังในเรื่องการลดดอกเบี้ยนโยบายมาทบทวน
**ขณะเดียวกันจะนำตัวเลขการจดทะเบียนนำเสนอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พิจารณาอีกด้วย เพื่อเป็นข้อมมูลประกอบ หลังจากที่นายกฯมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผลกระทบจากค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด
**อย่างไรก็ตาม ยอดจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ของผู้ส่งออกในเดือนเม.ย. มีจำนวน 257 ราย รวม 4 เดือน มี 1,236 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการเชื่อมั่นมาตรการสนับสนุนการออกไปลงทุนในต่างประเทศของรัฐบาล จึงทำให้มีผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาเปิดกิจการเพิ่มขึ้น
**สำหรับภาพรวยอดจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศประจำเดือนเม.ย.2556 มีจำนวน 4,781 ราย ลดลง 972 ราย จากเดือนมี.ค.2556 ที่มี 5,753 ราย ซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติเพราะเดือนเม.ย.มีวันทำการน้อยกว่าเดือนมี.ค. แต่หากเทียบกับเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว มียอดเปิดกิจการใหม่เพิ่มขึ้น 18% หรือ 740 ราย ส่วนทุนจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนเม.ย.2556 มีมูลค่า 7.29 หมื่นล้านบาท สูงสุดรอบ 7 ปี เพิ่มขึ้น 255% หรือ 5.23 หมื่นล้านบาท จากเดือนมี.ค.2556 โดยสาเหตุที่ทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมาก เพราะมีธุรกิจรายหนึ่งใช้ทุนจดทะเบียน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อลงทุนทำโรงไฟฟ้าที่ประเทศลาว**ขณะที่ยอดจดทะเบียนเลิกกิจการเดือนเม.ย.2556 มีจำนวน 697 ราย ลดลง 16% หรือ 134 ราย เมื่อเทียบกับเดือนมี.ค.2556 และลดลง 100 รายหรือ 13% เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย.2555 ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ เม.ย.2556 มีทั้งสิ้น 1,616 ล้านบาท ลดลง 2,889 ล้านบาท หรือ 64% เมื่อเทียบกับเดือนมี.ค.2556 และลดลง 1,177 ล้านบาท หรือ 42% เมื่อเทียบกับ เม.ย.2555
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ภาคธุรกิจเห็นว่าเป็นระดับที่ยังพอประคับประคองธุรกิจได้อยู่ที่ระดับใกล้ 30 บาท/ดอลลาร์ โดยอ่อนหรือแข็งค่ากว่านี้เล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ทางผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมก็เห็นสอดคล้องกันว่าเป็นไปได้ยากที่จะไปกำหนดค่าเงินไว้ที่ระดับใดระดับหนึ่งเพราะโดยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี คาดว่าจะทำให้มีเงินไหลเข้ามาและทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งในฝั่งของผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว แต่ก็ต้องการให้มีการดูแลให้แข็งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ
“ที่ผู้ประกอบการขอคือให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ร่วมกันดูแลให้ได้ 2 ข้อคือ 1.ดูแลไม่ให้มีความผันผวน และ 2. แม้จะแข็งค่าแต่ก็ต้องสอดคล้องไปกับคู่ค้าและคู่แข่ง 14 ประเทศ” นายพยุงศักดิ์ กล่าว







