
กลัวอะไรกับ 1,700 กลัวอะไรกับ 26 บาท...แต่ควรกลัวลูกโป่ง และกลัวโกงชาติ
ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยจำนวนมากยังกังวลกับดัชนีตลาดหุ้นประมาณ 1,700 จุด อาจเป็นเพราะเห็นว่าจุดสูงสุดของวัน สูงสุดอยู่ที่ 1,789 จุด ณ วันที่ 4 ม.ค. 1994 โดยอาจห่วงว่าหากดัชนีหุ้นไทยไปอยู่ใกล้ๆ 1,789 จุดอีก ก็จะเป็นจุดสูงสุดอีก และจะตกลงแรงอีกเหมือนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และอาจกังวลว่าหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปถึง 26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง ประเทศไทยต้องลำบากอีกแน่นอน
ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยจำนวนมากยังกังวลกับดัชนีตลาดหุ้นประมาณ 1,700 จุด อาจเป็นเพราะเห็นว่าจุดสูงสุดของวัน สูงสุดอยู่ที่ 1,789 จุด ณ วันที่ 4 ม.ค. 1994 โดยอาจห่วงว่าหากดัชนีหุ้นไทยไปอยู่ใกล้ๆ 1,789 จุดอีก ก็จะเป็นจุดสูงสุดอีก และจะตกลงแรงอีกเหมือนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และอาจกังวลว่าหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปถึง 26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง ประเทศไทยต้องลำบากอีกแน่นอน
ผมคิดว่าเราควรเข้าใจว่าอะไรคือเหตุที่แท้จริง เราจึงจะเข้าใจวิธีแก้ไขปัญหาให้ได้ผล ผมจึงอยากเสนอแนวความคิดบางประเด็นดังนี้ครับ
1.กลัวอะไรกับดัชนี 1,700 จุด ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ใกล้ๆ 1,600 จุดนั้น นับว่าอยู่ในระดับเกือบสูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเพียงประมาณ 1 เดือนเท่านั้น ที่ดัชนีอยู่สูงกว่าช่วงนี้ คือ เดือน ม.ค. 1994 ซึ่งในวันที่สูงสุดในช่วงนั้น มีดัชนีสูงสุด 1,789 จุด
แต่หากเปรียบกันจริงๆ เราจะพบความแตกต่างหลายประการ
ก) ช่วงนั้นมีเงินปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จินโลน) ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 55.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ไม่ถึงครึ่งของช่วงสูงสุด
ข) ช่วงนั้นมีขนาดตลาดหลักทรัพย์สูงสุดประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันสูงประมาณ 13.5 ล้านล้านบาท แสดงว่าขนาดตลาดใหญ่ขึ้นกว่า 3 เท่า แต่ขนาดลูกโป่งคือเงินกู้ยังต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งครั้งที่แล้ว
ค) ช่วงนั้นพีอีเรโชของตลาดอยู่ประมาณ 20 เท่า คิดเป็นผลตอบแทน คือ 1/PER = 1/20 = ผลตอบแทน 5% แต่ปัจจุบันพีอีเรโชอยู่ประมาณ 14 เท่า นั่นคือ ผลตอบแทนปีปัจจุบันเป็น 1/14 = 7% โดยประมาณ
เพื่อความเข้าใจ พีอีเรโช คือ P/E คือ ราคา/กำไรต่อหุ้น ... P/E 20 เท่า หมายถึง กำไรต่อหุ้น 1 บาท เราจ่ายค่าหุ้น 20 บาท คิดเป็นผลตอบแทนการลงทุน 1/20 = 5% ส่วนหนึ่งจ่ายเป็นปันผล อีกส่วนเก็บไว้โต ก็เป็นของเจ้าของหุ้นอยู่ดี
ง) ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนั้นดอกเบี้ยฝากธนาคารสูงถึง 10% แต่ปัจจุบันเพียงประมาณ 3% เท่านั้น
...ช่วงวิกฤต พีอีเรโช 20 เท่า ผลตอบแทนหุ้น 5% ต่ำกว่าฝากธนาคารที่ 10% พอสมควร...แต่
...ช่วงปัจจุบันพีอีเรโช 14 เท่า ผลตอบแทนหุ้น 7% ยังสูงกว่าฝากธนาคารที่ 3% มิได้มีสภาพที่ตลาดหุ้นแพง ผลตอบแทนน้อย เมื่อเทียบกับฝากธนาคารเหมือนแต่ก่อน
แต่แน่นอน ตลาดหุ้นไทยก็ไม่สามารถเดินหน้าสู่ 1,700 จุดได้ ถ้าตลาดโลกไม่ได้ขึ้นไปด้วยกัน พีอีเรโชของเราจะสูงโดดเด่นกว่าเขาก็คงเป็นไปได้ยาก นักลงทุนจึงต้องติดตามสภาวะการลงทุนต่างประเทศควบคู่กันไปด้วย
2.กลัวอะไรกับค่าเงินบาท 26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกัน ก่อนลูกโป่งแตก ค่าเงินบาทเคยอยู่แถวๆ 2526 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าถ้าตอนนี้สหรัฐอเมริกาและยุโรปยังไม่พ้นวิกฤต แล้วค่าเงินบาทกลับไปแถวๆ 2526 บาทอีกครั้ง มันจะต้องระเบิดอีกครั้ง
ตอนนั้นประเทศย่ำแย่เพราะหลายสาเหตุ ทั้ง
... Cyclical คือ ขึ้นลงตามรอบวัฏจักรเศรษฐกิจ
... Bubble คือ สภาพลูกโป่งพองตัวจนกลายเป็นฟองสบู่ และแตกในที่สุด
... Structural คือ เราแข่งขันไม่ได้ ค่าเงินเราแข็ง ต้นทุนเราสูง แข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน เวียดนามไม่ได้
และทุนสำรองของเราหดหาย ค่าเงินบาทจึงต้องอ่อนอย่างน่ากลัว จนถึงจะประมาณ 55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่เราก็ค่อยๆ ปรับกลับมาที่ 42 บาท 40 บาท 37 บาท 34 บาท 32 บาท 30 บาท 29 บาท ทุกครั้งที่ลงมา แรกๆ ผมก็ห่วงมากว่าแล้วจะยืนได้หรือ? แล้วจะส่งออกแข่งขันได้หรือ?
แต่คนไทยเราเก่งขึ้นครับ แม้ค่าเงินแข็งขึ้น เราก็ยังส่งออกได้ดี ท่องเที่ยวแน่นขนัด ผมมองแบบคณิตศาสตร์ จาก 29 บาท ไป 26 บาท มันอีกเพียง 10% เท่านั้น มันยากพอๆ กับจาก 42 มา 37 จาก 37 มา 34 จาก 34 มา 31 ฯลฯ ตราบเท่าที่เรายังรักษาความเก่งของเราไม่มีอะไรน่ากลัว
เรา (เคย) เป็นแชมป์ส่งออกข้าวมากเป็นสิบๆ ปี (ถ้าเราไม่มีมาตรการที่ทำให้ตัวเองแข่งขันในการส่งออกข้าวด้อยลง) เราแข็งแกร่งมาก ด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เมืองไทยยังน่าท่องเที่ยวอยู่เสมอ
ยิ่งตอนนี้ประเทศใหญ่ๆ ยังใช้มาตรการประเภท Quantitative Easing คือ “พิมพ์เงิน” อย่างต่อเนื่องในภาษาชาวบ้าน ก็เพิ่มปริมาณเงิน มูลค่าของเงินเขาก็ต้องลง ค่าเงินของเราแข็งค่าก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ตราบเท่าที่เรายังพยายามดูว่า เรายังส่งออกได้หรือไม่ ท่องเที่ยวได้หรือไม่
ในที่นี้ต้องขอขอบพระคุณบรรดาผู้ส่งออก และผู้ทำธุรกิจท่องเที่ยว ทำให้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด มีดอลลาร์เพิ่มขึ้น และค่าเงินแข็งขึ้น ทำให้ช่วยเติมน้ำมันถูกกว่า ถ้าค่าเงินแพง เช่น 40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ น้ำมันที่ลิตรละประมาณ 29 บาท จะกลายเป็น 40 บาท/ลิตรทันที และค่าครองชีพต่างๆ จะแพงขึ้น ด้วยต้นทุนค่าขนส่งที่แพงขึ้น
3.ควรกลัว “ลูกโป่ง” ปัญหา “ลูกโป่ง” ในยุควิกฤตต้มยำกุ้ง คือ การกู้เกินตัว ใช้จ่ายเกินตัว เก็งกำไรเกินตัว เป็นฟองสบู่ในวงการหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดหนี้ด้อยคุณภาพจำนวนมากในวงการสถาบันการเงิน ภาครัฐเองก็มีการใช้งบประมาณแบบ “ขาดดุล” มาหลายปี การก่อหนี้ในทุกระดับ ทำให้เราไม่แข็งแรง
ปัจจุบันนอกจากระดับการก่อหนี้ภาครัฐแล้ว ก็เริ่มมีสัญญาณการสร้างหนี้จำนวนมาก จนเริ่มมีกลิ่นอายของการสะสมลูกโป่งในการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ทั้งใน กทม. และในหลายๆ จังหวัด ทั้งบ้าน ที่ดิน คอนโด การลดดอกเบี้ยก็เป็นไปได้ แต่จะลดมากหรือน้อย หรือไม่ลด ก็คงต้องดูด้วยว่าจะเอื้อให้เกิดการสะสม “ลูกโป่ง” จนน่ากลัวหรือไม่
4.ควรกลัวโกงชาติ มีผู้ใหญ่ทางการเมือง (คือ คุณเสนาะ เทียนทอง) ได้เปิดโปงว่า ในยุคนั้นมีนักการเมืองทรงอำนาจโกงด้วยการเผาบ้านเมืองเอาประกัน ค่าเงินบาทลอยตัว ประเทศล่มจม คนไทยขาดทุนทั้งบ้านทั้งเมือง แต่มีนักการเมืองโกงชาติได้กำไรค่าเงินมากมาย สอดคล้องกับเรื่องกองทุนลับต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น “วินมาร์ค”
อย่าให้การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ถูกครอบงำโดยนักการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกองทุนสินทรัพย์ในต่างประเทศมากมาย ยุคโน้นจากกองทุนสำรองที่เราเคยมีประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนปลายรัฐบาลบิ๊กจิ๋ว (ซึ่งมีอดีตนายกฯ คนดัง เป็นรองนายกฯ ด้วย) เหลือสถานะสุทธิเพียง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ! และประเมินไม่ออกว่ากองทุนลับในต่างประเทศอย่างวินมาร์ค และอื่นๆ ได้กำไรค่าเงินบาทจากการอ่อนค่าไปเท่าไร!
ผมจึงขอถือโอกาสให้กำลังใจกับระบบ “ศาลยุติธรรม” ไทย ที่ปกป้อง ช่วยลดปัญหาการ “โกงชาติ” หากคนไทยจำนวนหนึ่งอยากลดอำนาจศาล ขออย่าใช้ “กำลัง” ของคนหมู่มากครับ ทุกท่านดูเหมือนจะต่อต้านศาลด้วย “ปัญญา” ก็ขอให้ใช้ปัญญากันครับ
เอาคดีต่างๆ ให้โอกาสผู้ที่เห็นว่าไม่ยุติธรรมกลับมาชี้แจงได้ อย่างคดี “ยึดทรัพย์” ให้อดีตนายกฯ กลับมาชี้แจงได้เลยว่าไม่มีการซุกหุ้น ไม่มีการสร้างหนี้ปลอม โอนหุ้นออกไปจริง ไม่ได้ทำผิดรัฐธรรมนูญปี 2540 เลย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็พ้นผิดครับ ไม่ต้องยุยงคนไทยให้แตกแยก และใช้กำลังละเมิดต่อศาลเลยครับ!
ขอเป็นกำลังใจให้ผู้พิพากษาทุกท่าน ที่อุทิศตนเพื่อแผ่นดินด้วยครับ







