posttoday
คิดแบบนายแบงก์

คิดแบบนายแบงก์

30 เมษายน 2556

อีกไม่นานเมื่อร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ผ่านสภาแล้ว

โดย...สมชายสกุลสุรรัตน์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

อีกไม่นานเมื่อร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ผ่านสภาแล้ว รัฐบาลก็คงต้องรีบกู้เงินโครงการออกพันธบัตรขายให้สถาบันการเงินและประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ

ไหนๆ จะให้รัฐบาลกู้เงินทั้งที ลองมาทำตัวเป็นนายแบงก์พิจารณาเครดิตของลูกหนี้ดูสักทีว่าสมควรให้กู้หรือไม่ ไหนๆ เงินกู้ลูกหนี้ขอเงินกู้จากแบงก์ซื้อบ้าน ซื้อรถ ทำบัตรเครดิตมานานแล้ว

ก่อนอื่นจะให้ใครกู้คงต้องทำความรู้จักกับผู้กู้ก่อนว่า มีฐานะที่มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ กรรมการและผู้บริหารองค์กรมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร

มีความซื่อสัตย์สุจริตน่าเชื่อถือว่าจะไม่เบี้ยวหนี้ หรือทำให้องค์กรที่ดูแลอยู่เสียหายจนไม่สามารถชำระหนี้คืนให้เจ้าหนี้อย่างเราหรือไม่

ผู้กู้ในกรณีนี้ คือ ประเทศไทย ซึ่งมีประวัติการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าหนี้ดีเยี่ยม ไม่เคยเบี้ยวหนี้ใคร

ขนาดเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเจอสภาวะวิกฤตจวนไปจวนอยู่ เพราะบริหารผิดพลาดไปเล่นกับการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ยังยอมขายทรัพย์สินที่มีออกไปราคาถูกๆ หาเงินมาชำระหนี้โดยไม่ขอต่อรองให้เจ้าหนี้ลดหนี้ให้

เพราะฉะนั้นด้านอุปนิสัยของลูกหนี้จัดว่าพอเชื่อถือได้ว่าจะไม่เบี้ยวหนี้

นอกจากนั้น ผู้กู้รายนี้ยังมีรายได้หลากหลายจากการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้าทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ถึงจะถูกทำลายไปเท่าไร ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมหมดเสียที

และเผอิญบรรพบุรุษเลือกที่ตั้งไว้ดีอยู่ในย่านธุรกิจที่กำลังเจริญเติบโตเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศโดยธรรมชาติ จึงกลายเป็นแหล่งธุรกิจสำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาค จึงน่าจะมีศักยภาพที่จะเจริญเติบโตหารายได้มาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้และจ่ายคืนภาษีได้

อย่างไรก็ตาม ผู้กู้รายนี้มีจุดอ่อนด้านการบริหารจัดการ มีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารบ่อยครั้ง มีปัญหาด้านความน่าเชื่อถือของคณะผู้บริหาร (INTEERITY) เกือบทุกคณะมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้ของผู้กู้ในระยะยาว ในภาวะการแข่งขันเชิงธุรกิจระดับโลกซึ่งเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ทั้งๆ ที่ผู้กู้เองมีทรัพยากรที่จะนำมาสร้างให้เกิดรายได้มากมายอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว

เพราะฉะนั้น ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการของผู้กู้รายนี้จึงควรได้รับการพิจารณาให้น้ำหนักเงินพิเศษว่า ในระยะยาวจะทำให้ความสามารถในการหารายได้ด้อยลงจนไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและจ่ายคืนเงินต้นหรือไม่ ส่วนผู้กู้จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าระดับการจัดอันดับเครดิตที่ได้รับ

ต่อไปคงต้องพิจารณากระแสเงินสดว่า เมื่อผู้กู้ได้รับเงินกู้ไปแล้ว จะสามารถสร้างรายได้และสร้างกระแสเงินสดพอจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นหรือไม่

ตัวเลขภาระหนี้ล่าสุดของผู้กู้ ดูเหมือนอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านล้านบาท ถ้ากู้เพิ่มอีก 2 ล้านล้านบาท ตาม พ.ร.บ.เงินกู้ และอีก 3.5 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.ก.เงินกู้การบริหารจัดการน้ำ กับอีกประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท (เฉลี่ย 2 แสนล้านบาทต่อปี) ในการขาดดุลงบประมาณ ภาระภาษีรวมหลังจากนี้ 7 ปี ก็จะอยู่ที่ประมาณ 8.75 ล้านล้านบาท

ถ้าคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 5% ภาระดอกเบี้ยที่ผู้กู้จะต้องจ่ายจะอยู่ที่ประมาณปีจะ 4.37 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่างบประมาณการลงทุนของผู้กู้ในปัจจุบัน

ผู้กู้ทำประมาณการว่า สามารถที่จะจ่ายดอกเบี้ยที่ว่าได้ ถ้าเศรษฐกิจโตขึ้น 7.5% ต่อปีทุกปี และกระแสเงินสดที่จะได้จากการเก็บภาษีอากรโตขึ้นตามไปด้วยในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน

ส่วนการหาเงินมาจ่ายคืนเงินต้นไม่ชัดเจนจะเอามาจากไหน แต่เชื่อว่าจะจ่ายคืนได้ภายในไม่กี่ทศวรรษ

ประเด็นนี้ ท่านมีทางเลือก 2 อย่างที่จะตัดสินใจว่าจะให้กู้หรือไม่ให้กู้

ทางเลือกที่ 1 คือ เชื่อว่าผู้กู้มีความสามารถที่จะหารายได้ตามสมมติฐานที่ให้ไว้ คือ รายได้ของผู้กู้จะโตขึ้น 7.5% ต่อปี หรือประมาณ 13 ปี หลังจากเบิกเงินกู้ไปใช้แล้ว รายได้ของผู้กู้จะเติบโตขึ้นอีก 1 เท่าตัว มีรายได้พอชำระดอกเบี้ยและเงินต้น

ผมแถมให้อีกด้วยว่า ถ้าเอาอัตราเงินเฟ้อเข้ามาคิดแบบ DISCOUASTER CASH FLOW เผลอๆ ภาระหนี้ที่เหลืออาจลดลงโดยอัตราเติบโตไม่ถึงครึ่งในอีก 50 ปีข้างหน้า

เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถดึงไปจนครบกำหนด 50 ปี การชำระหนี้ออกได้จริง คงไม่ต้องห่วงว่าจะใช้หนี้คืนไม่ได้ โดยเฉพาะถ้ารายได้เพิ่มขึ้น 7.5% ต่อปี

ที่น่าเป็นห่วงคือ ความสามารถในการหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยปีละ 4 แสนกว่าล้านบาทมากกว่า เพราะถ้าจ่ายไม่ได้ก็ต้องถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ทุกคนเช่นท่านที่ซื้อพันธบัตรไว้ มีสิทธิขอให้ผู้กู้ชำระหนี้คืนพร้อมกันหมดทั้ง 8 แสนกว่าล้านบาท

ถ้าเป็นอย่างนั้นคงต้องตัวใครตัวมันเหมือนหลายประเทศในยุโรป

แต่อย่างที่บอกครับว่า ผู้กู้บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะผู้กู้จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 7.5% ต่อปีทุกปีเป็นอย่างน้อย

ถ้าท่านมีความเชื่อเช่นนั้น จบครับ ท่านสามารถให้กู้ได้

แต่ถ้าท่านเชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าอย่าเชื่อเพราะใครบอก รวมทั้งพระองค์ท่านเอง นอกจากจะได้ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองดีแล้ว ลองพิจารณาความเสี่ยงที่อาจกระทบส่งความสามารถในการหารายได้เพิ่มขึ้น 7.5% ต่อปีดูก่อนตัดสินใจ

ผมลองสรุปความเสี่ยงหลักๆ ที่อาจเกิดขึ้นและอาจกระทบส่งความสามารถในการหารายได้ของผู้กู้ให้ท่านลองพิจารณาดูว่า มีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่ และถ้าเกิดขึ้นแล้วจะกระทบส่งความสามารถในการหารายได้ของผู้กู้หรือไม่ ดังนี้

1.ความไม่มั่นคงด้านการเมืองและสังคมในประเทศ

2.ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจและการเงินจากภาคเศรษฐกิจฟองสบู่

3.ปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เพราะมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าระบบเศรษฐกิจ โดยผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่ทัน

4.ปัญหาการส่งออกที่อาจขยายตัวช้าลง เพราะการที่เศรษฐกิจโลกชะลอการขยายตัว

5.ปัญหาวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกหวนกลับมาเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง หรือหลายครั้งในอีก 50 ปีข้างหน้า

ส่วนประเด็นสุดท้าย คือ ในฐานะที่จะให้ใครกู้ คงต้องวิเคราะห์วัตถุประสงค์ในการกู้ให้ชัดเจนว่าจะกู้ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร จะคุ้มทุนเมื่อไร และจะมีรายได้จากการลงทุนมาจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นหรือไม่

ตรงนี้ดูเหมือนว่าวัตถุประสงค์ในการขอกู้จะชัดเจนว่า จะกู้ไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศ ซึ่งถ้าโครงการที่จัดทำตรงตามวัตถุประสงค์ น่าจะเพิ่มศักยภาพในการหารายได้มาจ่ายคืนเงินกู้ หรือทำครึ่งๆ กลางๆ กลับอาจสร้างภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นไปอีกเพื่อดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จ หรือถ้าเสร็จแล้วขาดทุนย่อยยับ อาจต้องรับภาระให้เงินสนับสนุนในการดำเนินการเพิ่มความอยู่รอดปีละนับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาท

ท่านฟังเขาอภิปรายในสภามาจนถึงวันนี้ พอมีคำตอบให้ตัดสินใจได้หรือยังครับว่า จะปล่อยเงินกู้ให้ลูกหนี้รายนี้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69