
เสียงข้างมากเริ่มลากไป
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในรัฐสภาเวลานี้ ต้องจับตาเป็นพิเศษ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในรัฐสภาเวลานี้ ต้องจับตาเป็นพิเศษไปที่การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสามคณะ ซึ่งมีการเร่งเครื่องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและพรรคเพื่อไทยเริ่มนำพลังเสียงข้างมากออกมาใช้แล้ว
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า คณะ กมธ.ที่พิจารณาในเรื่องที่มาของ สว. มีความคืบหน้าไปมากที่สุด
โดยที่ประชุมที่มี “สามารถ แก้วมีชัย” สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน มีมติเสียงข้างมากกำหนดให้ สว.จากการเลือกตั้ง 200 คน ขณะเดียวกันยังได้แก้ไขถ้อยคำในบางประเด็นที่นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ด้วย
กล่าวคือ คณะ กมธ.แก้ไขให้เปิดทางให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของ สส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงสมัคร สว.ได้ เท่ากับเป็นการกำหนดโครงสร้างของ สว.ไปเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ถูกครหาว่าเป็น “สภาผัวสภาเมีย”
ประเด็นนี้นำมาซึ่งเสียงทัดทานจากฝ่ายค้านใน กมธ.พอสมควร เพราะเกรงว่าจะเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงวุฒิสภา แต่ไม่สามารถต้านทานพลังเสียงข้างมากได้ จึงได้เตรียมใช้เอกสิทธิ์เสนอแก้ไขต่อที่ประชุมใหญ่รัฐสภาในวาระที่ 2 ต่อไป
ขณะที่ คณะ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 190 ที่มี “กฤช อาทิตย์แก้ว” สว.กำแพงเพชร ได้เชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการมาให้ความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ทั้งหมดล้วนบอกมาตรา 190 คืออุปสรรคสำคัญต่อการทำงาน
ถึงจะมีเสียงสนับสนุนจากส่วนราชการ แต่คณะ กมธ.เสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้รวบรัดทันที เพราะไม่ต้องการถูกมองว่าเพื่อช่วยรัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชา
สำหรับคณะ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 68 และ 237 ที่มี “ดิเรก ถึงฝั่ง” สว.นนทบุรี เป็นประธาน เป็นคณะที่การประชุมเป็นไปอย่างดุเดือดที่สุด เพราะพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นแตกต่างในเรื่องอำนาจการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง จนไม่อาจหาประโยชน์ลงตัวได้ แบบนี้เชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องถึงการใช้เสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยเพื่อแตกหักแน่นอน
เมื่อเสียงข้างมากเริ่มทำงาน ย่อมมีผลให้อุณหภูมิการเมืองนอกสภาทวีความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







