พระราชชายา เจ้าดารารัศมี (2)
หลังจากพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี สิ้นพระชนม์ได้ 5 ปี
โดย...วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย
หลังจากพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี สิ้นพระชนม์ได้ 5 ปี ในปี 2440 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ พระบิดาของเจ้าดารารัศมีถึงแก่พิราลัย แต่เนื่องจากการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ในสมัยนั้นมีความยากลำบากมาก ต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือนกว่าจะเดินทางไปถึง เจ้าดารารัศมีและบรรดาข้าหลวงบริวารทั้งหลายจึงไม่ได้ไปร่วมในการพระราชทานเพลิงศพ จนกระทั่งในปี 2451 เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ พระเชษฐาต่างมารดาของเจ้าดารารัศมี ซึ่งได้ขึ้นเป็นผู้ครองนครเชียงใหม่สืบต่อมา ได้เดินทางมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์จะกลับเชียงใหม่ เจ้าดารารัศมีเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้กลับไปเยี่ยมเยียนมาตุภูมิและพระประยูรญาติที่ได้จากมานานกว่า 20 ปี จึงได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระบรมราชสวามี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงขัด ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “พระราชชายา เจ้าดารารัศมี” เพื่อเป็นเกียรติสืบไป ได้พระราชทานเลี้ยงสงฆ์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถานอีกด้วย
เมื่อถึงวันที่จะเดินทางไปเชียงใหม่ วันที่ 12 ก.พ. 2451 พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เสด็จออกจากพระราชวังดุสิตไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสามเสน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดจนขุนนางข้าราชการทั้งหลายต่างก็เสด็จไปและมาส่งที่สถานีรถไฟเป็นจำนวนมาก โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี โอรสของเจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกษร ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานพระราชชายา เจ้าดารารัศมี และพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูดูแลเอาใจใส่มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จนทรงสำเร็จการศึกษามาจากต่างประเทศ ได้เสด็จไปส่งพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ถึงปากน้ำโพ นครสวรรค์ อันเป็นที่สุดของทางรถไฟสายเหนือในเวลานั้น
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี และเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ พระเชษฐาได้เดินทางต่อไปโดยทางเรือ การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าจะถึงเชียงใหม่ต้องใช้เวลาถึง 2 เดือน กับ 9 วัน จึงเสด็จถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ
การเดินทางไปยังนครเชียงใหม่ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยและระลึกถึงอยู่เสมอ นอกจากจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อตำหนักเก่าแล้วสร้างตำหนักใหม่พระราชทานแล้ว ยังทรงมีพระราชหัตถเลขาและพระราชโทรเลขส่งไปถึงพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทาง และตลอดเวลาจนกระทั่งเสด็จกลับกรุงเทพฯ ดังพระราชหัตถเลขาและพระราชโทรเลขต่อไปนี้
วันที่ 13 ก.พ. รัตนโกสินทรศก 127 ดารา
ด้วยความคิดถึง มีช่องที่ยังจะถึงกันได้ง่าย จึงหาสาเหตุว่าจะทำอะไรดี นึกได้ว่าหีบหนังจรเข้ซื้อมาเมื่อไปยุโรปคราวนั้น ซึ่งลืมเสียแล้วนั้นมีอยู่ เรียกมาดูเห็นงามดี น่าจะใช้ใส่ผ้าตั้งไปในเรือปิกนิคได้ แต่มันเป็นหรั่งๆ อยู่หน่อย จะแก้ไขใช้ได้ฤๅไม่ก็ตามเป็นของเขานับถือกันว่าดีมีราคาและงามมาก จึงให้เอาตามขึ้นมาให้
ค่ำวันนี้ได้เอาแผนที่มากะที่จะทำเรือน เห็นว่าจะขยายได้มากยกนางวาดและนางเหม มาอยู่เสียที่เรือนมาทำใหม่ในเกาะ เอาสามบ้านนั้นมารวมเป็นบ้านเดียว เรือนจะทำให้ใหญ่กินที่สวนที่เดิมและที่นางวาดหมด ส่วนนางเหมจะรอไว้ทำเป็นส่วนผสมกับที่เดิมจะได้ส่วนใหญ่ขึ้นมาก เห็นจะเป็นอันสบายพอเพียงได้ ตัวอย่างจะให้ฝรั่งคิดแต่่พระยาวรวงศ์ฯ ได้รับแข็งแรงมากกว่าจะทำให้แล้วทัน
(พระปรมาภิไธย) จุฬาลงกรณ์ ป.ร.
วันที่ 15 ก.พ. รัตนโกสินทรศก 127 ดารา
ได้รับหนังสือลงวันที่ 13 ฉบับหนึ่ง วันนี้กรมดำรงฯ นำมาส่งอีกฉบับหนึ่งกับแกงปลาเทโพด้วย ได้ทราบตามหนังสือและทราบจากกรมดำรงฯ ตลอดมีความสงสารเจ้าเป็นอันมาก ตั้งแต่ไปแล้วไม่เคยลืมนึงถึงสักเวลาหนึ่งเลย
เรือปิกนิค มันเห็นจะโตและอะละวาด จึงไม่ใคร่ขึ้นไปถึงเรือสุวรรณวิจิตรเคยไปกำแพงเพชรมาคราวหนึ่แล้ว จะต้องลงเรือเล็กไปเสียจนเย็นจึงขึ้นนอนเรือลำนั้นได้ กรมดำรงฯ ว่า เจ้าอินทฯ จะเปลี่ยนเรือของแกให้ แกจะไปเรือปิกนิคเห็นจะดี
ทราบว่าปากน้ำโพโทรมลงกว่าเมื่อไปเห็นปีกลายนี้ ได้ทักแล้วว่าโทรมแต่ก็มีคนแก้อยู่ บัดนี้กรมดำรงฯ รับว่าถูกเสียแล้วเพราะรถไฟมันฆ่าเสียเท่านั้น
เรื่องเรือนที่บอกไว้ไม่ได้ไปดูเองหลับตาเชื่อแผนที่พระยาวรวงศ์ฯ แกผิดทั้งนั้นรุ่งขึ้นไปดูเองจึงต้องแก้ไขใหม่ เรือนที่จะรวบนั้นคือสวนนางวาดข้างหนึ่ง จะไปทำครัวและอะไรๆ ให้ที่เก๋งพร้อมพิสมัยสวนหนึ่งจะให้ย้ายไปอยู่เรือนนางเหมฤๅนางจัน เพราะสองคนนั้นจะได้เรือนใหม่ตำหนักกรมหลวงวรเสรษฐฯ และเรือนอรทัยเรือนนั้นกำลังลงมือเขียนอย่างคาดคะเน จะเป็น 9 ห้อง แต่จะมีมุขฤๅเฉลียงโถงอะไรให้สบายกว่าเก่า เขารับว่าจะทำให้ทันแต่อย่างไรจวนกลับก็คงต้องเร่งได้เห็นต้นลำดวนของรักแล้วงามดีไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะไม่ถูกเรือนดินต่ำมากจริงๆ จะต้องถม นึกเห็นว่าถ้าเขียนหนังสือถึงพระยาสุรสีห์ฯ ฉบับหนึ่งจะดี จึงได้เขียนส่งมาในซองนี้ต่อมาพบพระยาสุรสีห์ จึงส่ง
กับเห็นว่าตำราเจ้านายไปถึงเมืองอื่นเขาเคยขอตราให้คนที่ได้รับอุปการะ แต่ในเมืองเราเองไม่เคยมี แต่ครั้งนี้เจ้าเป็นเมียผิดกับคนอื่นจะถึงให้บัตร์ตรามันเกินไป จึงได้จัดของเป็นส่วนสำหรับพระราชทานมอบขึ้นมาไม่ใช่จะให้แจกแก่ใครๆ ที่มารับรองทั่วไปจะเป็นการฟั่นเฝือไปไม่เก๋ ไว้ให้ใครที่ได้ทำความดีไว้เป็นพิเศษกว่าปกติ เลือกของให้ควรแก่ฐานานุรูป โดยอ้างว่าเป็นขอพระราชทานขึ้นมาสำหรับให้แก่ผู้ที่ได้อุปการะ ขอให้เขาถือว่าเป็นขอพระราชทาน เพราะมีอักษรพระนามเป็นสำคัญ ถ้าแล้วจึงถวายบัญชีผู้อุปการะที่ได้รับของไปนั้น ชาวเหนือที่ควรจะให้ก็ให้ได้ ไม่ใช่ตั้งใจให้แก่ชาวใต้ จะได้เป็นเกียรติยศแก่ตัวเจ้า ได้สอดบัญชีของมาในซองนี้ด้วย
กรมนราธิปฯ ส่งบทละครพระลอตอนปลายมาให้ดู ยังมีผิดที่บอกไปให้แก้อยู่บ้าง แต่เห็นว่าเจ้ามาวังเวงไม่มีอะไรทำ จึงเก็บทั้งท่อนต้นและท่อนกลางเติมมาอีก 2 เล่ม รวมเป็น 2 เล่ม จะได้อ่านเล่นพอเพลินๆ
ปีใหม่นี้ วันที่ 31 มี.ค. กรมนราฯ จะเล่นพระลอตอนต้นให้ดูคืนหนึ่ง แต่บอกว่าจะกินเวลา 9 ชั่วโมง เล่นสองทุ่มตีสิบเอ็ดเลิก ถ้ารับสั่งให้ตัดถึงจะตัดลงมาเลิก 8 ทุ่ม
วันที่ 1 เม.ย. จะเล่นพงศาวดารตอนพระจักรีโรงฆ้องไปตีกัมพูชา มีพระยาโกษาจีนและนักแก้วฟ้าสัดจอง เขมรงุ่มง่ามอะไรต่างๆ แกว่าจะเล่นให้ตรงกันข้ามกับตอนพระยารามเดโชตอนนั้นคนร้องไห้กันมาแล้ว ตอนนี้ให้หัวเราะยันรุ่งอีก คิดถึงเจ้าล่วงหน้าเสียแต่ยังไม่ได้เห็นแล้ว แต่แกยังจะมีเก่งอีกเดี๋ยวนี้กำลังลงมือซ้อมโขน จะเล่นตอนล้างพิธีน้ำทิพย์ เป็นพากย์รับพิณพาทย์ไม่ใช่ละคร เรื่องนี้เห็นจะรอไว้เล่นต่อเจ้ากลับได้ เพราะแกยังต้องทำไมตรีกับแม่เขียนให้สอนนางช้อยเป็นทศกัณฐ์ เพราะแม่เขียนทำท่าลิ้นจี่ทศกัณฐ์ของทูลกระหม่อมได้ดีกว่าขุนระบำมาก ตึงตังทำนองเดียวกัน แต่ลิ้นจี่ท่าทางเป็นผู้ดีกว่าขุนระบำก็ต่อจากยายลำไยน้องลิ้นจี่นั่นเอง แต่ยายลำไยแกเป็นนางไม่ใคร่เอาใจใส่มาก
ทราบว่าจะได้ออกเรือวันที่ 18 จึงขออำนวยพรอีกครั้งหนึ่งให้ไปเป็นสุขสบายดี อย่าเจ็บไข้จนกลับมา จะมีความระลึกถึงเจ้าอยู่เสมอเป็นนิจ
(พระปรมาภิไธย) จุฬาลงกรณ์ ป.ร.


