
บาทแข็งฉุดส่งออกโตต่ำ5%
บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าตั้งแต่ต้นปี ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่การส่งออกปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 5% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัว 89% มีมูลค่า 2.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่จะยังไม่ปรับลดเป้าหมายการส่งออก เพราะต้องรอการประเมินจากหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่จะประชุมในปลายเดือน พ.ค.นี้ รวมถึงการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) วันที่ 26 เม.ย.นี้ก่อน
บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทที่แข็งค่าตั้งแต่ต้นปี ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่การส่งออกปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 5% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัว 89% มีมูลค่า 2.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่จะยังไม่ปรับลดเป้าหมายการส่งออก เพราะต้องรอการประเมินจากหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่จะประชุมในปลายเดือน พ.ค.นี้ รวมถึงการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) วันที่ 26 เม.ย.นี้ก่อน
พร้อมกันนี้ ได้ประเมินผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนต่อการส่งออก หากค่าเงินบาทอยู่ที่ 3031 บาทต่อเหรียญสหรัฐ การส่งออกจะขยายตัว 89% แต่หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทจะหายไป 22.5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2 บาท มาอยู่ที่กว่า 28 บาท เท่ากับมูลค่าการส่งออกจะหายไป 5 แสนล้านบาท และหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งแก้ไข จะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่มูลค่าส่งออกจะติดลบ เทียบกับไตรมาสแรกที่ขยายตัว 4.26%
ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตภายในประเทศจะเกิดปัญหา เพราะผู้ซื้อจะหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่าแทน ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เคยผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงานขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบไปด้วย
“มีความเป็นไปได้สูงที่จะขยายตัวไม่ถึง 5% เพราะเงินบาทไทยแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้กว่า 6% มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งค่าขึ้นเพียง 1% ส่งผลกระทบให้ประเทศคู่ค้างดการสั่งซื้อสินค้าจากไทยไปมาก”
นอกจากนี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงและต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือลดผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งค่า โดยกระทรวงพาณิชย์คงไม่เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการคลัง แต่จะส่งสัญญาณให้ทุกหน่วยงานได้รู้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อภาคการส่งออกมากเพียงใด
กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารประเมินค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากค่าเงินบาทหลุด 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐเมื่อไร ก็น่าเป็นห่วงจะกระทบกับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบมาก ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มีการป้องกันความเสี่ยงและสามารถปรับตัวได้ดี รวมทั้งรู้จักที่จะบริหารความสมดุลเงินตราต่างประเทศที่ดี
อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ธนาคารได้แนะนำลูกค้าว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ภาคธุรกิจจะมีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ขยายโรงงาน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งทำให้ต้นทุนลดลง 20%
“คงให้ความเห็นไม่ได้ กรณีที่ ธปท.จะคุมการเก็งกำไรค่าเงินบาท เพราะยังไม่ทราบว่า ธปท.จะออกมาตรการอะไรมาบ้าง แต่ก็คาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไปคงมีมติคงดอกเบี้ยไว้ เพราะค่าเงินบาทกับอัตราแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงกัน และมีอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง” กรรณิกา กล่าว
ชาญชัย บุญฤทธิ์ไกรศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายช่วยงานบริหาร ธปท. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ ธปท. (บอร์ด ธปท.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดอนุมัติความเห็นชอบในการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนได้กว้างขึ้น ตามที่ทีมทำงานของสายตลาดการเงิน ธปท.เสนอมา โดยให้สามารถลงทุนในพันธบัตรที่ออกโดยมลรัฐ หรือที่ค้ำประกันโดยมลรัฐได้เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนต่างประเทศ และเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนอีกช่องทางหนึ่ง
“เดิมกำหนดให้ลงทุนได้เฉพาะพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น เช่น สหรัฐ ก็ต้องเป็นพันธบัตรของรัฐบาลกลางของประธานาธิบดี บารัก โอบามา เท่านั้น จะลงทุนในพันธบัตรที่ออกหรือค้ำประกันโดยมลรัฐเทกซัส แคลิฟอร์เนีย ไม่ได้ ครั้งนี้บอร์ด ธปท.อนุมัติให้ลงทุนได้กว้างขึ้น” ชาญชัย กล่าว
ทั้งนี้ จะพิจารณาลงทุนพันธบัตรต่างประเทศที่ได้รับเครดิตเรตติ้งระดับ AA และ AAA ขึ้นไป







