
อย่าแทรกแซงธปท.
ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ ก็มีข่าวลือมาตลอดว่า
ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ ก็มีข่าวลือมาตลอดว่าจะมีการปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายและการบริหารเศรษฐกิจของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยที่ทางฝ่ายการเมืองต้องการให้ลดดอกเบี้ยลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดความร้อนแรงของการแข็งค่าของเงินบาท
ข่าวลือที่มีมาตลอดปีกว่าได้มีการยืนยันจากปากของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่ไปกล่าวในที่สาธารณะอย่างชัดเจนว่า มีความคิดที่จะปลดผู้ว่าการ ธปท. ทุกวัน เพราะไม่ยอมลดดอกเบี้ย จนส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าประเทศจำนวนมาก และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลคิดว่า ธปท. ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1%
ทันทีที่ความเห็นของนายกิตติรัตน์ถูกเผยแพร่ออกมา ก็ส่งผลในทางลบกับฝ่ายการเมืองทันที ในเรื่องของการแทรกแซงและก้าวก่ายการทำงานของ ธปท. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระและมีกฎหมายเฉพาะรองรับอยู่
ความไม่พึงพอใจในการแยก ธปท. ออกไปเป็นองค์กรอิสระที่ปลอดจากการเมือง ผ่านการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้จัดทำขึ้นในยุคของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีสาระสำคัญคือ โดยเฉพาะในส่วนของการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ว่าการ ธปท. ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับใหม่กำหนดให้การแต่งตั้งผู้ว่าการ รมว.คลังจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการ ธปท. จากเดิมที่รมว.คลังเป็นคนแต่งตั้ง ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ขณะที่การถอดถอนผู้ว่าการ นอกจากจะต้องเข้าเกณฑ์ดังนี้ คือ ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามแล้ว ในกรณีที่ ครม.เห็นควรให้ถอดถอนนั้น โดย ครม.เห็นว่าผู้ว่าการมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง ทุจริตต่อหน้าที่ หรือบกพร่องในหน้าที่อย่างรุนแรง และหย่อนความสามารถ ทั้งนี้ รมว.คลังต้องแสดงเหตุผลอย่างชัดเจน ซึ่งฉบับเดิมไม่ระบุเหตุผลในการถอดถอน เพียงระบุแค่ผู้ว่าการ ธปท. จะต้องมาจากการแต่งตั้ง และโปรดเกล้าฯ จากการเห็นชอบจากรัฐมนตรี
ฉะนั้น สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการปลดผู้ว่าการ ธปท. ก็คือ พ.ร.บ.ธปท.ที่ผูกเงื่อนไขไว้หนาแน่นเกินไป หากไม่มีการแก้ไขกฎหมาย ป่านนี้คงจะมีการปลดผู้ว่าการ ธปท.ไปแล้วหลายคน
ความพยายามแทรกแซง ธปท. ถือว่าเป็นอันตรายและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะไม่มีหน่วยงานใดถ่วงดุลอำนาจการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลเลย
เป็นที่รู้กันดีว่ารัฐบาลพยายามที่จะนำเงินทุนสำรองของประเทศที่ ธปท.ดูแลอยู่ ออกมาใช้ลงทุนเมกะโปรเจกต์หลายครั้ง หากแนวคิดนี้ทาง ธปท.ไม่สนับสนุนก็ดำเนินการไม่ได้ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ธปท.จึงเป็นเป้าหมาย หากดำเนินการได้รัฐบาลก็ไม่มีคนคอยให้ความเห็นสวนทาง และการบริหารนโยบายการเงินและการคลังจะสั่งให้ขวาหันและซ้ายหันได้ ถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรงต่อประเทศชาติ







