
เหตุเกิดที่องค์การเภสัชกรรม(2)
สำหรับเรื่องโรงงานวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นเรื่องยาวสืบย้อนไปถึงปี พ.ศ. 2547 ขณะนั้นมีการระบาดของไข้หวัดนกรอบสอง หลังระบาดครั้งแรกเฉพาะที่ฮ่องกงเมื่อปี พ.ศ. 2540 การระบาดในปี พ.ศ. 2547 เป็นการระบาดใหญ่ไปยังหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยมีไก่ตายยกเล้าจำนวนมาก และทำให้คนตายไปหลายคน จนทำให้ต้องมีการฆ่าไก่ไปหลายสิบล้านตัว อัตราการตายของโรคนี้ในคนสูงมากถึง 6070% จึงเริ่มมีการพูดถึงการสร้างโรงงานวัคซีนขึ้นในประเทศไทย
สำหรับเรื่องโรงงานวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นเรื่องยาวสืบย้อนไปถึงปี พ.ศ. 2547 ขณะนั้นมีการระบาดของไข้หวัดนกรอบสอง หลังระบาดครั้งแรกเฉพาะที่ฮ่องกงเมื่อปี พ.ศ. 2540 การระบาดในปี พ.ศ. 2547 เป็นการระบาดใหญ่ไปยังหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยมีไก่ตายยกเล้าจำนวนมาก และทำให้คนตายไปหลายคน จนทำให้ต้องมีการฆ่าไก่ไปหลายสิบล้านตัว อัตราการตายของโรคนี้ในคนสูงมากถึง 6070% จึงเริ่มมีการพูดถึงการสร้างโรงงานวัคซีนขึ้นในประเทศไทย
กระทรวงสาธารณสุขสมัยนั้นได้ส่ง นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ไปชี้แจงต่อนายกรัฐมนตรี คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทีแรก “กุนซือ” แนะนำว่าไม่ควรสร้าง ควรใช้วิธีซื้อวัคซีนจากต่างประเทศจะดีกว่า เพราะสามารถเลือกซื้อจากบริษัทที่ดีที่สุด ในราคาถูกด้วย แต่หลังจากได้รับคำชี้แจงว่า หากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (Pandemic) เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ไม่มีทางที่ประเทศไทยจะหาซื้อวัคซีนจากที่ไหนได้ เพราะวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกมีกำลังผลิตปีละประมาณ 500 ล้านโดส แต่ประชากรโลกขณะนั้นมีกว่า 6,000 ล้านคน โดยปกติต้องฉีดวัคซีนคนละเข็ม แต่เมื่อเกิดการระบาดอาจต้องฉีดถึง 2 เข็ม จึงจะป้องกันได้ ฉะนั้นวัคซีนจะขาดตลาดและมีขายเฉพาะในประเทศผู้ผลิตเท่านั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ฟังแล้วจึงเห็นด้วย ให้เดินหน้าเรื่องโรงงานวัคซีน
สิ่งที่ต้องดำเนินการคู่ขนานกัน คือ การสร้างโรงงานและการหาเทคโนโลยีการผลิต ในเรื่องโรงงาน ก่อนหน้านั้นกระทรวงสาธารณสุขมีการ “สมคบคิด” กันเพื่อสร้างโรงงาน “พัฒนาการผลิต” วัคซีน โดยจะทำเป็นโรงงานนำร่อง (Pilot Plant) มิใช่โรงงานระดับอุตสาหกรรม (Industrial Plant) แต่ตั้งวงเงินไว้สูงถึง 9,000 ล้านบาท ซึ่ง “เว่อร์” สุดๆ ต่อมามีการปรับลดลงเหลือ 5,000 ล้านบาท ซึ่งก็ยัง “เว่อร์” ไปมาก ข้อสำคัญจะเป็นการสร้างโดยยังไม่มีเทคโนโลยีการผลิตเลย หาก “ดันทุรัง” ทำเสร็จ โรงงานดังกล่าวจะมีสภาพเช่นเดียวกับเสาตอม่อโครงการโฮปเวลล์เท่านั้น เคราะห์ดีของประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีและอธิบดีที่เกี่ยวข้อง ในที่สุดโรงงานนั้นก็ถูกข้าราชการระดับ “รองอธิบดี” คนหนึ่งใช้ความกล้าหาญล้มลงไปได้
ในส่วนของเทคโนโลยีการผลิตหลังมีนโยบายเรื่องโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขสมัยนั้น ถูกมอบหมายให้เดินทางตระเวนไปหลายประเทศเพื่อ “ซื้อ” เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่จากบริษัทต่างๆ แต่ก็เหลว ไม่มีบริษัทใดขายให้
จนกระทั่งเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 รัฐมนตรีสาธารณสุขในรัฐบาล “ขิงแก่” คือ นพ.มงคล ณ สงขลา ได้นำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วน นำคณะเดินทางไปขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่จากโรงงานในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเจรจาเป็นผลสำเร็จ กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติของจีน (China National Biotec Group หรือ CNBC) รับในหลักการที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ แต่มีเงื่อนไขต้องได้ “ไฟเขียว” จากรัฐบาลจีนด้วย ซึ่งต่อมาทางรัฐบาลจีนก็ให้ “ไฟเขียว” มาจริงๆ
อย่างไรก็ดี เพื่อประกันว่าประเทศไทยจะได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตวัคซีนเพื่อแก้ปัญหากรณีระบาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องแสวงหาลู่ทางอื่นควบคู่ไปด้วย ซึ่งแหล่งวิชาการที่เราหวังพึ่งคือองค์การอนามัยโลก โดยเราได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการสนับสนุนทั้งทางวิชาการและเงินทุนสองงวดกว่า 120 ล้านบาท จากองค์การอนามัยโลก ทำการศึกษาและพัฒนาการผลิตวัคซีนนี้ โดยการสนับสนุนทางวิชาการจากสถาบันวิจัยการแพทย์รัสเซียจนประสบความสำเร็จ สามารถผลิตได้ทั้งจากเชื้อเป็นและเชื้อตาย โดยประสบปัญหาอุปสรรคมากมาย ซึ่งผู้เขียนได้เล่าประสบการณ์อันมีค่านี้ไว้ในคอลัมน์นี้ติดต่อกันถึง 4 เดือนเศษ วัคซีนชนิดเชื้อเป็นสามารถขึ้นทะเบียนกับ อย.ได้สำเร็จ เมื่อเดือน ก.ค. 2553 โดยได้มีการวิจัยและพัฒนาทั้งวัคซีนเชื้อเป็นและเชื้อตายต่อมาอย่างต่อเนื่อง
การขึ้นทะเบียนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตัวแรกของไทยล่าช้ากว่าของอินเดียถึง 1 ปีเต็ม ทั้งๆ ที่เราเรียนเรื่องนี้จากครูของเราคือรัสเซียโดยตรง ขณะที่อินเดียมาเรียนต่อจากเรา สาเหตุสำคัญเพราะประเทศไทยมีรากฐานทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอ่อนแอกว่าอินเดียมาก อาจเป็นเพราะประเทศเราสนใจลงทุนทางด้าน “ไสยศาสตร์” มากเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์น้อยเกินไป
สำหรับเรื่องโรงงานวัคซีน มีการดำเนินการคู่ขนานมาพร้อมกับการพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีการผลิต เริ่มต้นจากการประชุมปรึกษาหารือว่าหน่วยงานใดควรจะทำหน้าที่เรื่องนี้ในประเทศไทย มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีศักยภาพมาหารือ ได้แก่ สภากาชาดไทย ซึ่งผลิตวัคซีนหลายชนิดมายาวนาน ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (Biotec) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และองค์การเภสัชกรรม โดยมีการพิจารณาทั้งเรื่องศักยภาพ ความพร้อมและข้อสำคัญคือ “ความเต็มใจ” ที่จะแบกรับภารกิจอันยากยิ่งนี้ ทั้งนี้มีการพิจารณาศักยภาพของโรงงานยาภาคเอกชนด้วย แต่พบว่าภาคเอกชนของเรายังไม่สามารถเข้ามาแบกรับภาระนี้ได้ เพราะมีพื้นฐานด้านวิจัยและพัฒนาน้อยมาก
ในที่สุด “หวย” ก็มาตกที่องค์การเภสัชกรรม โดยเห็นว่าบทบาทภารกิจตรงกว่าหน่วยงานอื่น และมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้ ขณะนั้นผู้เขียนได้รับแต่งตั้งเป็นประธานองค์การเภสัชกรรมได้ไม่นาน ได้ปรึกษาหารือผู้บริหารและนักวิชาการในองค์การเภสัชกรรมแล้ว สรุปว่า ไม่ควรปฏิเสธภารกิจนี้ แม้จะมีความเสี่ยงมากมาย เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีชั้นสูง และเราเสมือนต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะขณะนั้นเรายังไม่มีเทคโนโลยีในเรื่องนี้เลย ยังไม่มีความหวังว่าใครจะยอม “ขาย” หรือ “ถ่ายทอด” เทคโนโลยีให้ ข้อสำคัญงานนี้อาจเป็น “ตัวถ่วง” ให้องค์การเภสัชกรรมขาดทุนได้ ในขณะที่รัฐวิสาหกิจแห่งนี้สามารถทำกำไรมาได้อย่างต่อเนื่องโดยตลอด
เมื่อตกลงรับภารกิจนี้แล้ว ก็ต้องเร่งมือทันที เริ่มจาก 1) ทำโครงการขอรับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกเพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งต้องระดมนักวิชาการช่วยกันหลายคน เขียนโครงการเข้าแข่งขันกันอีกหลายประเทศ ในที่สุดก็ได้รับอนุมัติ 2) ดำเนินการตั้งโรงงานวิจัยนำร่อง (Pilot Plant) อย่างรวดเร็ว โดยเลือกวิธีไม่ลงทุนสร้างโรงงานขึ้นใหม่ เพราะจะต้องใช้เงินมากและล่าช้า แต่ไปขอใช้สถานที่ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม ทุ่มเททำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำจนประสบความสำเร็จ 3) ขณะเดียวกันต้องเตรียมการเรื่องโรงงานวัคซีนระดับอุตสาหกรรม ซึ่งประสบปัญหามากมายตั้งแต่วันแรก และเป็นปัญหาสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้







