![8;yos]'g'bod^h 2 ]hko]hko[km 8;yos]'g'bod^h 2 ]hko]hko[km](https://image.posttoday.com/default.jpg?x-image-process=style/lg)
8;yos]'g'bod^h 2 ]hko]hko[km
ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อนสภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปแล้ว
ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบ เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อนสภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปแล้ว
คำวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมาและหลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วง คือ เงินกู้ก้อนนี้เป็นเงินกู้ก้อนใหญ่ที่เคยกู้กันมา ประเทศไทยจะต้องเป็นหนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 50 ปี กล่าวคือ คนกู้ตายไปหมดแล้ว ยังใช้หนี้ไม่หมด สมควรหรือไม่ที่ประเทศจะต้องก่อหนี้มหาศาลขนาดนี้
ความจริงร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้กำหนดเวลาการจ่ายคืนเงินต้น แต่ให้อำนาจรัฐบาลต่ออายุการจ่ายคืนเงินต้นแต่ละก้อนเมื่อครบกำหนด รัฐบาลจึงไม่มีภาระผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระหนี้ 2 ล้านล้านบาทที่ว่าทั้งหมดภายใน 50 ปี
ระยะเวลา 50 ปีที่ว่าจึงเป็นแค่การแสดงเจตนาของรัฐบาลที่จะพยายามชำระหนี้เมื่อไร ส่วนจะทำได้หรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต ถ้ายังจ่ายคืนไม่ได้จะต่ออายุออกไปอีก 50 ปีก็ยังได้ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเหมือนธุรกิจเอกชนที่จะถูกฟ้องล้มละลาย ถ้าจ่ายคืนหนี้ไม่ได้เมื่อครบกำหนด ผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมใครต่อใครซีเรียสกับเรื่องนี้นัก ส่วนว่าเมื่อครบ 50 ปีแล้ว จะจ่ายหนี้คืนได้หรือไม่ คงไม่มีใครยืนยันได้ เพราะผมไม่เชื่อว่าจะมีใครมีความสามารถที่จะประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือ 50 ปีล่วงหน้า ในยุคที่เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทุกวินาที แค่ขนาดตัวเลขจีดีพีรายปียังเห็นมีการปรับเปลี่ยนกันเป็นประจำเป็นรายเดือน
ความจริงถ้ารัฐบาลสามารถระดมเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โดยมีเงื่อนไขกำหนดระยะเวลาจ่ายชำระหนี้คืนยาวส่ง 50 ปีได้ทั้งหมด ผมกลับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เราจะได้ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าเมื่อใดฤกษ์งามยามดีเจ้าหนี้จะมาเรียกให้รัฐบาลชำระหนี้เมื่อยังไม่พร้อม
ที่น่าเป็นห่วงกลับเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะสามารถกู้เงิน 2 ล้านล้านบาททั้งหมดได้เป็นเงินกู้ระยะยาว 50 ปี จริงหรือมากกว่า
ที่พูดมาทั้งหมด เพราะผมเชื่อว่าวิธีที่รัฐบาลจะระดมทุนครั้งนี้คงไม่ไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินโดยเฉพาะการกู้ยาวขนาดนั้น เพราะคงไม่มีใครให้กู้ แต่คงระดมทุนโครงการออกพันธบัตรระยะยาวขายให้สถาบันการเงินและประชาชนทั่วไป ซึ่งสามารถออกพันธบัตรรุ่นใหม่มาไถ่ถอนพันธบัตรรุ่นเก่าที่ครบกำหนด ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ถ้าผมขอย้ำคำว่า ถ้ารัฐบาลยังมีเงินจ่ายดอกเบี้ยและสามารถดำรงสัดส่วนภาระหนี้ต่อจีดีพีไว้ไม่ให้เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลัง
ถามว่าทำไมเรื่องความสามารถของรัฐบาลที่จะจ่ายดอกเบี้ยและไม่ก่อหนี้เพิ่มเกินกว่าเพดาน จึงเป็นตัวตัดสินความเป็นความตายของเงินกู้ก้อนนี้โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดชำระหนี้ 50 ปี คำตอบคือ ถ้ารัฐบาลไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย หรือภาระการใช้จ่ายของรัฐบาลโตเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของรายรับ สัดส่วนภาระหนี้ต่อจีดีพีจะสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมคือดอกเบี้ยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถึงตอนนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะสูญเสียและทำให้ไม่สามารถออกพันธบัตรรุ่นใหม่ระดมเงินมาจ่ายคืนพันธบัตรรุ่นเก่าที่ครบกำหนดคือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อพันธบัตรรุ่นใหม่ ต่อให้นักลงทุนจะเป็นคนไทยทั้งหมดก็ตาม ถ้ามีข่าวปรากฏว่ารัฐบาลไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือพันธบัตร หรือภาระหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นเกินเพดานที่กำหนด ใครจะกล้าลงทุนในพันธบัตร
ตรงนี้แหละครับ คือเหตุผลที่ทำไมรัฐบาลถึงย้ำนักย้ำหนาว่าถึงจะกู้เพิ่มอีก 2 ล้านล้านบาท สัดส่วนภาระหนี้ต่อจีดีพีก็จะไม่เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60 ของจีดีพี
ดังนั้น การจ่ายคืนเงินต้นเมื่อไรจึงไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรที่กู้มา และการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด
ผมลองคำนวณเล่นๆ ดูว่าหลังจากนี้ 7 ปี รัฐบาลไหนจะมีภาระหนี้รวมที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละเท่าไร
ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้อยู่ประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท หนี้ที่นอกงบประมาณตาม พ.ร.บ.เงินกู้ไทยเข้มแข็ง ประมาณ 4 แสนล้านบาท เงินกู้ใหม่ตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และหนี้ที่กู้มาปิดหีบงบประมาณอีกปีละ 2 แสนล้านบาท 7 ปี รวมแล้วหลังจากนี้ 7 ปี หนี้สาธารณะของประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8.3 ล้านล้านบาท
สมมติว่ารัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยอัตราเฉลี่ย 5% รัฐบาลจะมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายปีละ 4.15 แสนล้านบาท โจทย์ที่ต้องคิดคือ รัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีมาจ่ายดอกเบี้ยจำนวนนี้ได้เพียงพอหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจ่ายคืนเงินต้น ในขณะที่รัฐบาลขณะนี้ต้องกู้เงินปีละ 2 แสนล้านบาทมาปิดหีบงบประมาณอยู่แล้ว
ในอดีตที่ผ่านมา 10 กว่าปีมีการตั้งงบประมาณจ่ายคืนเงินกู้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยทุกปี ปีละประมาณ 1.52 แสนล้านบาท หรือปัจจุบันประมาณ 12% ของงบประมาณแผ่นดินจากเพดานตามกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 15% แต่เงินต้นลดลงเพียงเล็กน้อย เพราะเงินเท่าที่จ่ายไปส่วนใหญ่เป็นการชำระดอกเบี้ย ส่วนเงินต้นก็แค่ออกพันธบัตรใหม่ขายเอาเงินไปไถ่ถอนพันธบัตรเก่า พูดให้หรูๆ หน่อยคือ Rollover หนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนดการจ่ายคืนที่แน่นอน
พูดอย่างนี้ฟันธงเลยครับว่า ถ้าตราบใดที่รัฐบาลยังเสียภาษีมาจ่ายดอกเบี้ยปีละ 4.15 แสนล้านบาทได้ รับรองว่าการก่อหนี้เพิ่มอีก 2 ล้านล้านบาทจะไม่สร้างปัญหาที่จะทำให้เกิดวิกฤตการเงิน แต่ถ้าไม่พอ รัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องขึ้นภาษีเอาเงินไปจ่ายดอกเบี้ย หรือไม่ก็ต้องกู้เงินมาจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งยิ่งจะทำให้ปัญหาขยายตัวขึ้นไปอีก เพราะจะทำให้ภาระหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจนนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลไหน
ตรงนี้แหละครับ คือสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาวิกฤตการเงินในยุโรปและอเมริกาใต้
ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้นจริง ไม่ต้องรอถึง 50 ปี ให้หนี้ครบกำหนดหรอกครับ ประเทศนี้ก็จะเกิดวิกฤตการเงินรอบสองได้ง่ายๆ เพราะไม่มีเงินไถ่ถอนพันธบัตรที่จะถูกนำมาไถ่ถอน เนื่องจากรัฐบาลไม่จ่ายดอกเบี้ย
แค่รัฐบาลได้ชี้แจงในสภาแล้วว่าปัญหานี้จะไม่เกิดอย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจไทยจะโตขึ้นปีละ 7.5% ก็เท่ากับจะทำให้รายได้จากภาษีของรัฐบาลโตขึ้นจากฐานภาษีเดิมที่เก็บอยู่ปีละประมาณ 7.5% ตามไปด้วย
ส่วนเรื่องการจ่ายเงินต้นคืน คือ ไถ่ถอนพันธบัตรทั้งหมดที่ออกไปแล้ว ไม่ออกพันธบัตรรุ่นใหม่มาก่อหนี้เพิ่ม อย่าเพิ่งไปคิดเลยครับ รออีก 50 ปี ค่อยคิดก็ยังไม่สายเกินไป
เอาว่าถ้าภายใน 50 ปี หาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องกู้ ก็ถือว่าใช้ได้
ส่วนจะออกหัวหรือออกก้อยคงต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ สำหรับท่านผู้อ่านจะคิดอย่างไรเป็นสิทธิของท่าน







