
รัฐบาลโต้โผทวายไทยได้อะไร
ในที่สุดรัฐบาลไทยก็กลายเป็นเจ้าภาพในการลงทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของเมียนมาร์
โดย...บากบั่น บุญเลิศ
ในที่สุดรัฐบาลไทยก็กลายเป็นเจ้าภาพในการลงทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายของเมียนมาร์ และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องใช้เงินก้อนมหึมาไม่น้อยกว่า 3 แสนล้านบาท แทนที่จะเป็นบริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์
เมื่อที่ประชุม ครม.วันที่ 10 เม.ย. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง
สาระหลักของมติดังกล่าว คือ เห็นชอบในการเชิญญี่ปุ่นเข้าเป็นหุ้นส่วนการลงทุนในโครงการทวาย ซึ่งจะมีการทำหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนประเทศอื่นที่สนใจเข้าร่วมโครงการในระยะต่อไปด้วย
แต่ที่สำคัญ คือ เห็นชอบกับข้อตกลงเรื่องการจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ หรือเอสพีวี ขึ้นในประเทศไทยโดยถือหุ้นเท่ากันระหว่างไทยกับเมียนมาร์ เพื่อเข้าไปรับสัมปทานพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และระดมทุนมาพัฒนาโครงสร้างหลักพื้นฐาน คือ ท่าเรือ ถนน นิคมอุตสาหกรรม ไฟฟ้า น้ำ โทรคมนาคม และระบบราง ฯลฯ
นั่นเท่ากับว่า รัฐบาลไทยกลายเป็นโต้โผหลักในการเป็นคู่สัญญาสัมปทานในการพัฒนาพื้นที่ทวายแทนที่บริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญาเดิม
วิธีการที่รัฐบาลทำ คือ เมื่อเข้าไปรับสัมปทานแทนที่เอกชนทำ ก็จะเสนอให้การยกระดับกรอบความตกลงโครงการจากเดิมที่เป็นการร่วมลงนามร่วมกันระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือไอทีดี กับรัฐบาลเมียนมาร์ ให้เป็นข้อตกลงสัมปทานโครงการระหว่างคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและเอสพีวีที่จัดตั้งขึ้นด้วย
เมื่อเปลี่ยนคู่สัญญาเสร็จสรรพ ก็จะให้เอสพีวีเป็นผู้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระเพื่อตรวจสอบสถานะการเงินการลงทุนของโครงการต่างๆในส่วนที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้ดำเนินการไปแล้ว และให้เอสพีวีเป็นผู้ชำระคืนค่าลงทุนแก่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ด้วย
ชัดเจนไม่ต้องอธิบายว่า เอสพีวีที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมาในเมืองไทย คือ ผู้จะเข้าไปรับสิทธิในการพัฒนาทวาย
ส่วนรูปแบบของเอสพีวีที่จัดตั้งขึ้นมานั้นสืบทราบมาว่าจะมีการหารือกันในการจัดตั้งเอสพีวีและจัดทำข้อตกลงต่างๆ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทยกับเมียนมาร์ที่จะมีการประชุมกันในปลายเดือนเม.ย.นี้ที่ประเทศเมียนมาร์
เบ็ดเสร็จเรียบร้อย รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะต้องเข้าไปรับภาระในการพัฒนาพื้นที่โครงการขนาดใหญ่ 50 ตารางกิโลเมตร ที่ใช้เงินลงทุนราว 33.5 แสนล้านบาท
หลายคนอาจมองว่า นี่คือการฮุบโครงการทวายจากมือเอกชนของรัฐบาล
แต่หากฟังน้ำเสียงของ สมเจตน์ ทิณพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวาย ดีเวล๊อปเมนต์ ที่กล่าวว่า การจัดตั้งเอสพีวีรัฐบาลไทยและเมียนมาร์เป็นการดำเนินการระหว่างรัฐบาล และขณะนี้ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้ถือสัญญาทวาย วันนี้อิตาเลียนไทยฯ ยังถือสัญญาอยู่
ส่วนในอนาคตเอสพีวีจะมาถือสัญญาแทนอิตาเลียนไทยฯ ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะอิตาเลียนไทยฯ จะได้เงินลงทุนที่ลงไปแล้วทั้งหมด และยังได้ร่วมลงทุนและได้งานใหม่อีก
“เราต้องชอบสิ เงื่อนไขแบบนี้ เพราะยังเป็นผู้พัฒนาโครงการเหมือนเดิม เงินเก่าที่ลงไปแล้วก็ได้คืน แถมได้งานใหม่อีก ใครจะไม่ชอบบ้าง และเราก็ตั้งใจว่า ถ้าให้เป็นแบบนั้นได้จะยิ่งดี ไม่มีใครมาบีบเราเหมือนที่พูดๆ กัน” สมเจตน์ กล่าว
ภาพที่ชัดเจนที่สุดจากคำชี้แจงนี้ คือ เอกชนยินยอมพร้อมใจ
ปัญหาที่ต้องขบคิด คือ อะไรที่ทำให้เอกชนยินยอม
ข้อมูลจากคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (เจซีซี) ระบุว่า เมียนมาร์ไม่อยากได้อิตาเลียนไทยฯ พัฒนาโครงการ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาโครงการไม่คืบหน้า
สอดรับกับคำชี้แจงจาก นิวัฒน์ธำรงบุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ชี้แจงกับโพสต์ทูเดย์ว่า อิตาเลียนไทยฯ จะยังเป็นผู้ลงทุนรายหนึ่งในบริษัทร่วมทุนอื่นๆ แต่อาจจะไม่อยู่ในเอสพีวี เพราะเมียนมาร์เขาอยากจะได้ตัวแทนรัฐบาล คือ องค์กรที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจของเมียนมาร์ ไทย ญี่ปุ่น และประเทศที่ 4 มาถือหุ้นใหญ่ในเอสพีวีในสัดส่วนเท่าๆ กัน
ส่วนบริษัทร่วมทุนอื่นๆ ที่จะพัฒนาโครงการ อิตาเลียนไทยฯ เลือกได้เลยว่าจะถือหุ้นบริษัทใด
ประการต่อมา ในหนังสือสัญญาสัมปทานระหว่างอิตาเลียนไทยฯ กับเมียนมาร์นั้นมี 2 สัญญา
สัญญาฉบับแรก เป็นสัมปทานการพัฒนาโครงการทวาย อิตาเลียนไทยฯ ที่เซ็นสัญญากับรัฐบาลเมียนมาร์ในปี 2553 ในนั้นระบุชัดว่า เมียนมาร์สามารถที่จะฉีกสัญญาทิ้งได้ตลอดเวลา หากอิตาเลียนไทยฯ ผิดสัญญาหรือไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ตามสัญญา
สัญญาฉบับที่ 2 รัฐบาลเมียนมาร์ได้ลงนามเอ็มโอยูกับอิตาเลียนไทยฯ ในปีที่ผ่านมา โดยกำหนดให้อิตาเลียนไทยฯ จะเป็นผู้ลงทุนรายหนึ่งในทวายแน่นอน
นั่นหมายถึงว่า แม้จะเปลี่ยนผู้ถือสัญญาทวาย อิตาเลียนไทยฯ จะมีสิทธิลงทุนในโครงการลงทุนทั้ง 8 โครงการ ทั้งถนน ท่าเรือ โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และอื่นๆ แน่นอน
เพราะฉะนั้น อิตาเลียนไทยฯ จึงยินยอม เพราะมีแต่ได้ ไม่มีเสีย
แต่สำหรับรัฐบาล มีคำถามตัวโตว่าการกระโดดไปเป็นผู้เล่นในโครงการนี้เองจะได้ประโยชน์อะไร
นิวัฒน์ธำรง ระบุว่า การที่รัฐบาลไทยจะส่งตัวแทนร่วมทุนในเอสพีวีร่วมกับรัฐบาลเมียนมาร์ ก็เพื่อให้โครงการทวายเกิดและขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะการที่รัฐบาลไทยต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาพื้นที่ทวาย เพราะเป็นประโยชน์กับประเทศในการเชื่อมต่อประเทศผ่านนิคมฯ ทวาย และเป็นทางออกสู่ทะเลด้านตะวันตก
ขณะที่เอกชนจะได้ประโยชน์ เพราะจะมีพื้นที่ขยายการลงทุน
คำชี้แจงดังกล่าวดูเหมือนว่ายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอสำหรับภารกิจ “มิชชัน อิมพอสซิเบิล” นี้
อย่าลืมว่า การเป็นโต้โผจัดตั้งเอสพีวีขึ้นมาแล้วบีบบังคับให้รัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัท ปตท. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย ฯลฯ เข้าไปร่วมลงทุนถือหุ้นในเอสพีวีแทนที่รัฐบาลไทย เพื่อพัฒนาพื้นที่ทวายที่ประเทศเมียนมาร์นั้น
ผลประโยชน์ต่อประเทศในเชิงการพัฒนาศักยภาพแตกต่างกับการที่รัฐบาลเป็นโต้โผแล้วดึงเงินจากส่วนต่างๆ มาพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด หรือเซาเทิร์นซีบอร์ด ในประเทศไทยลิบลับ และเทียบกันไม่ติด
หากรัฐบาลไทยไปเป็นเจ้าภาพการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ครอบคลุมพื้นที่ 4 แสนไร่ ถนนและทางรถไฟเชื่อมโยงไทยเมียนมาร์ รวมไปถึงน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวมะตะบันไปยังชายแดนไทยเมียนมาร์ วงเงินลงทุนร่วม 4 แสนล้านบาท เท่ากับเป็นการพัฒนาประเทศเมียนมาร์ ไม่ใช่พัฒนาประเทศไทย
นี่คือประเด็นที่รัฐบาลจะต้องชี้แจง







