
ประเทศไทยท่าจะไม่ทันเพื่อนๆในเอเชียเสียแล้ว
เรามี AEC (ASEAN Economic Community) จ่ออยู่ที่ประตู ภาคเอกชนและประชาชนก็เริ่มตื่นตัวกันมากขึ้นพอสมควร แม้จะเหลือเวลาอีกแค่ปีสองปี ซึ่งถือว่าช้ามาก แต่ก็ยังดี หน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องก็ดูจะพยายามกันมากที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจ ผลักดันให้เกิดความตื่นตัว รวมตลอดถึงการวางพื้นฐานให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบ AEC ได้อย่างเท่าเทียมกับชาติอื่นๆ โดยเฉพาะ 5 ประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศใน 6 ประเทศของอาเซียนเดิม (มีระดับการพัฒนาที่สูงกว่าอีก 4 ประเทศอาเซียนใหม่) ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งเมื่อรวมไทยอยู่ด้วยก็เป็น 6 ประเทศ แต่ก็นั่นแหละ งบประมาณที่ได้มาแต่ละทีก็น้อยนิด เมื่อเทียบกับเงินที่รัฐบาลใส่ลงไปในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับ AEC โดยตรง
เรามี AEC (ASEAN Economic Community) จ่ออยู่ที่ประตู ภาคเอกชนและประชาชนก็เริ่มตื่นตัวกันมากขึ้นพอสมควร แม้จะเหลือเวลาอีกแค่ปีสองปี ซึ่งถือว่าช้ามาก แต่ก็ยังดี หน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องก็ดูจะพยายามกันมากที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจ ผลักดันให้เกิดความตื่นตัว รวมตลอดถึงการวางพื้นฐานให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบ AEC ได้อย่างเท่าเทียมกับชาติอื่นๆ โดยเฉพาะ 5 ประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศใน 6 ประเทศของอาเซียนเดิม (มีระดับการพัฒนาที่สูงกว่าอีก 4 ประเทศอาเซียนใหม่) ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งเมื่อรวมไทยอยู่ด้วยก็เป็น 6 ประเทศ แต่ก็นั่นแหละ งบประมาณที่ได้มาแต่ละทีก็น้อยนิด เมื่อเทียบกับเงินที่รัฐบาลใส่ลงไปในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับ AEC โดยตรง
ผู้เขียนใช้คำว่า โดยตรง ก็เพราะบางเรื่องอาจจะเกี่ยวข้องอยู่บ้าง แต่ก็อ้อมเสียจนไม่รู้ว่าจะไปมีผลทำให้ไทยแข่งขันได้ใน AEC อย่างไร บางเรื่องก็มีผลทำให้ประเทศไทยถดถอยเสียด้วยซ้ำ ดูงบประมาณที่ทุ่มกันไปเป็นหมื่นๆ ล้านซิ ทั้งเรื่องน้ำและเรื่องข้าว
น้ำนั้นจนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเป็นรูปธรรม ทั้งที่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน รัฐบาลไม่ยอมทำผ่านวิธีงบประมาณตามปกติของประเทศ แต่ก็เอาเถอะ เพราะมีเสียงแก้กันออกมาว่าต้องการให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่า รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม จึงทำเป็นเรื่องเร่งด่วน ให้เขาเกิดความมั่นใจ และก็โชคดีที่ปีที่แล้วไม่เกิดปัญหาน้ำท่วม มาปีนี้อีกที่ขณะนี้ร้อนและแล้งจัดมาก ก็คาดว่า 4-5 เดือน เราคงเจอปัญหาฝนและน้ำอีก คราวนี้ถ้าเกิดน้ำท่วมกันขึ้นมา เวลา 2 ปีกับเรื่องเร่งด่วนที่ถึงกับไม่ยอมผ่านวิธีงบประมาณตามปกติ ก็คงจะได้พิสูจน์กันแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ก็มาคอยดูกันว่าจะมีข้อแก้ตัวและโปรประกันดา หรือโฆษณาชวนเชื่ออะไรกันอีก
ส่วนเรื่องข้าวนั้น คงไม่ต้องรอเวลาอะไรกันอีก เพราะตัวเลขมันฟ้อง ประเทศไทยตกจากประเทศที่เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ไปเป็นอันดับ 3 อันดับ 4 ไปแล้ว ผู้เขียนเองก็เลิกติดตามไปแล้วจนไม่ทราบว่าเวลานี้ประเทศไทยอยู่อันดับที่เท่าไหร่ของตลาดโลก การประเมินสต๊อกของประเทศไทยโดยองค์การระหว่างประเทศก็สูงกว่าที่รัฐบาลแจ้งไว้มาก โดยเขาดูจากตัวเลขการผลิตกับการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศก็สามารถทราบได้ การที่ประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ขนาดที่ราคาในตลาดโลกยังเป็นราคาข้าวไทยอยู่ด้วย ตัวเลขและข้อเท็จจริงต่างๆ จึงบิดเบือนไม่ได้ อะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องระหว่างประเทศและประเทศไทยเป็นตัวหลักที่เขาจับตา มองก็ยิ่งหนีความจริงไม่พ้น แถมตอนนี้ก็ออกมารับกันแล้วว่าราคาจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาท นั้นสูงเกินไปขายไม่ได้ แต่ที่สำคัญมากๆ จนผู้เขียนต้องนำมาพูดถึงอีกก็คือ เมื่อมอง AEC แทนที่จะเป็นมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล กลายเป็นมาตรการดึงให้ประเทศไทยถอยหลังสู้กับประเทศอื่นๆ ใน AEC ไม่ได้ ส่งออกก็ถูกคนอื่นแย่งตลาดไป คุณภาพข้าวก็ลดลง เมื่อก่อนก็คุยนักคุยหนาว่าประเทศไทยจะสู้กับเขาโดยใช้คุณภาพข้าวที่ดีกว่า จับตลาดผู้บริโภคที่มีอำนาจซื้อมากกว่า แต่ตอนนี้ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว การจำนำข้าวทุกเมล็ดมีผลทำให้คุณภาพข้าวไทยตกต่ำลง ประกอบกับการเปิดตลาดการค้าสินค้าตามที่ตกลงกันระหว่างประเทศใน AEC ประเทศไทยไม่ได้จัดข้าวไว้เป็นสินค้าอ่อนไหว จึงลดภาษีลงและเปิดให้มีการนำเข้าไปแล้ว ขณะที่บางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย จัดข้าวเป็นสินค้าอ่อนไหวจึงยังไม่มีการลดภาษีนำเข้าข้าวลง นอกจากนี้ก็ยังมีประเทศที่ถือว่ามาเข้าร่วมอาเซียนในภายหลัง ได้แก่ กลุ่มที่เรียกว่า CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ที่ยังไม่เปิดตลาดข้าว ประเทศเหล่านี้ก็สามารถจะส่งข้าวเข้ามาในไทยได้อีก จะมองมุมไหนในเรื่องข้าวนี้ประเทศไทยก็น่าจะมีแต่เสียกับเสีย
คราวนี้ก็มาดูเรื่อง 2.2 ล้านล้านบาทอีก ซึ่งถ้ารวมดอกเบี้ยเข้าไปก็อย่างที่รู้กันว่ามันจะเป็น 5.5 ล้านล้านบาท เงินจำนวนนี้เมื่อลงทุนไปแล้วก็จะสามารถช่วยขนคนเข้าออกจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดใกล้ๆ ได้ แต่ก็ไม่อาจทำให้เศรษฐกิจหรือความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้นมากมาย น่าเสียดายที่เงินจำนวนมากมายขนาดนี้ถ้านำไปลงทุนในสิ่งที่จะมีผลกระทบโดยตรงทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ประเทศไทยแทนที่จะถดถอยลงทุกทีอย่างทุกวันนี้ ก็อาจจะก้าวกระโดดแซงเพื่อนอาเซียนของเราก็ได้
ต่างจากเพื่อนๆ ในอาเซียนของเราที่ลงทุนในสิ่งที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศกันเป็นการใหญ่ ทั้งด้านนโยบายและเม็ดเงิน เช่น สิงคโปร์ ยกเว้นภาษีรายได้ให้กับบริษัทที่ทำการวิจัยและพัฒนา เป็นขั้นๆ จนสูงสุดถึง 500% มาเลเซียก็ให้การอุดหนุนการวิจัยและพัฒนาในรูปแบบต่างๆ เช่น ให้อุดหนุนการทำตลาดสินค้านวัตกรรม รวมถึงการประเมินมูลค่าประมาณ 500 กว่าล้านบาท ซึ่งแม้จะไม่มากแต่ก็เป็นผลทางตรง สำหรับประเทศไทยคงได้แต่นั่งฝัน เพราะไม่ทราบว่ารัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะเข้าใจหรือเปล่า







